19.12.10

บทสรุปพระปราโมทย์ VS ฐิตินาถ เมื่อวิถีแห่งความรู้แจ้งลอกคราบ "เข็มทิศชีวิต"

 

- กรณี “พระปราโมทย์ ปาโมชโช” เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้นั้น ถ้าหากจะมองด้วยใจที่เป็น “ธรรม” คงต้องแยกแยะปฐมเหตุอันเป็นที่มาของเรื่องทั้งหมดออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือส่วนของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา              จากนั้นก็มาแยกแยะทีละประเด็นถึงเหตุผลของแต่ละฝ่ายว่า ใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน              กล่าวคือ ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาคือตัวของพระปราโมทย์เองนั้นมีข้อกล่าวหาที่จะต้องตอบคำถามอยู่ 3 ประการ ประกอบด้วย              หนึ่ง-ข้อกล่าวหาในเรื่องทรัพย์สินที่ยักย้ายถ่ายเทให้กับ “แม่ชีอรนุช สันตยากร” อดีตภรรยา              สอง-ข้อกล่าวหาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุช              และสาม-ข้อกล่าวหาในเรื่องการอวดอุตริมนุสธรรม              ขณะที่ในส่วนของ “ผู้กล่าวหา” ที่นำโดย น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบากกอกและประธานมูลนิธิบ้านเอื้ออารีย์ รวมทั้งนายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็มีประเด็นที่จะต้องชี้แจงให้กับสังคมเช่นกันว่า มีเบื้องหน้าและเบื้องหลังอะไรหรือไม่ เพราะการที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ออกมาโจมตีพระปราโมทย์ด้วยข้อกล่าวหาที่หนักหนาสาหัส 3 ข้อพร้อมกับยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตรวจสอบพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา              เนื่องเพราะคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เคยเป็นลูกศิษย์และได้รับผลประโยชน์จากการเป็นลูกศิษย์ของพระปราโมทย์ไปไม่น้อย              **หักเข็มทิศครั้งที่ 1       ที่ดิน-เงินไร้ปัญหา              เริ่มต้นจากตัวพระปราโมทย์เองนั้น ถ้าหากพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม ก็ต้องบอกว่า เรื่องที่นำมาแฉโพย พระปราโมทย์ ยังไม่มีหลักฐานเด็ดหรือหมัดน็อกที่ทำให้จนมุมเลยแม้แต่ข้อเดียว              สำหรับประเด็นแรกคือ กรณีเรื่องที่พระปราโมทย์มอบให้แม่ชีอรนุชเป็นคนดูแลบัญชีนั้น สิ่งที่น่าจะตอบคำถามทั้งหมด ก็น่าจะเป็นการที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุชัดว่า การที่พระปราโมทย์มอบให้แม่ชีอรนุชเป็นผู้ถือบัญชีถือว่าไม่ผิดวินัยสงฆ์ ส่วนเรื่องที่ดินอันเป็นที่ตั้งของวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องเช่นกัน              หรือดังเช่นที่ “นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์” เพื่อนร่วมรุ่นรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ของพระปราโมทย์ที่ให้ความเห็นว่า “การตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นมาอุทิศตนสามีบวชพระ ภรรยาบวชชี และอยู่กินกันมากับภรรยาก็คงไม่รู้จะใส่ชื่อใครเพราะเป็นพระจะถือครองที่ดินไม่ได้ จะไปใส่ชื่อคนอื่นก็ไม่รู้ว่าจะนำไปขายเมื่อไหร่ แล้วคนอีกเป็นร้อยเป็นพันที่ต้องอาศัยที่ตรงนั้นจะทำอย่างไรแล้วเงินที่บริจาคมาจะไว้ใจใครได้นอกจากคนที่เชื่อถือกันมากที่สุด”              ขณะเดียวกันเมื่อรับฟังคำชี้แจงของนายธนเดช พ่วงพูล ทนายความของพระปราโมทย์ก็ต้องบอกว่าเป็นเหตุเป็นผลไม่น้อย              นายธนเดชอธิบายว่า ในช่วงของการซื้อที่ดิน น.ส.ฐิตินาถ ได้ร้องขอเป็นผู้ซื้อที่ดิน แต่ทางพระปราโมทย์ขอให้ใช้ชื่อของแม่ชีอรนุช เนื่องจากว่า ไว้วางใจมากกว่า จึงทำให้มีชื่อของแม่ชีอรนุช เป็นเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 มิใช่การโอนถ่ายให้แก่แม่ชีอรนุชในภายหลังแต่อย่างใด ส่วนการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง และตลอดจนการดำเนินงานของสวนสันติธรรมได้กระทำอย่างโปร่งใส มีบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียง ได้เข้ามารับรู้และทราบเรื่องเป็นจำนวนมาก              ด้านการบริหารเงินที่ได้รับบริจาคมาของสวนสันติธรรม แม่ชีอรนุชไม่ใช่ผู้ดูแลบัญชีเงินรับบริจาคแต่เพียงผู้เดียว โดยในระยะก่อสร้างสวนสันติธรรม เบื้องต้นมีการเปิดบัญชีเพื่อสร้างสวนสันติธรรมในนามของแม่ชีอรนุชร่วมกับ น.ส.ฐิตินาถ ซึ่งการลงนามเบิกเงินจะต้องลงนามร่วมกัน โดย น.ส.ฐิตินาถจะเป็นผู้ขอเบิกจ่ายเนื่องจากเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง และนายธนา รุจิพัฒนกุล เป็นผู้ถือสมุดบัญชีเงินฝากและตรวจสอบรายรับรายจ่าย และในช่วงที่สวนสันติธรรมเปิดการแสดงธรรมแล้ว มีการเปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งในนามของแม่ชีอรนุชและ น.ส.ฐิตินาถร่วมกัน เพื่อดูแลเงินที่สาธุชนถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม              ส่วนระยะหลังการก่อสร้าง ในช่วงท้ายของการก่อสร้าง น.ส.ฐิตินาถวางมือเนื่องจากมีภาระส่วนตัว แม่ชีอรนุชจึงต้องรับภาระดูแลบัญชีตามลำพัง ในช่วงธันวาคม 2549 เป็นต้นมา โดยปิดบัญชีสร้างสวนสันติธรรมเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ และปิดบัญชีบำรุงสวนสันติธรรมเดิมโดยถ่ายโอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ในนามของแม่ชีอรนุชตามลำพัง เนื่องจาก น.ส.ฐิตินาถไม่ได้อยู่ในสวนสันติธรรมแล้ว แต่การใช้จ่ายทุกอย่างมีหลักฐานการเบิกจ่ายทั้งสิ้น และต่อมาเมื่อมีเงินในบัญชีมากขึ้น สวนสันติธรรมจึงได้เปิดบัญชีธนาคารใหม่เมื่อ 22 ส.ค.51 ในนามของแม่ชีอรนุช นายอภิชาติ อัศวเรืองชัย และน.ส.ชยาทร เตชะไพบูลย์ และทุกสิ้นเดือน แม่ชีอรนุชจะทำบัญชีส่งให้นายอภิชาติเป็นหลักฐานด้วย อย่างไรก็ตามตั้งแต่นายอภิชาติลาออกจากการเป็นประธานกรรมการสวนสันติธรรมเมื่อ 15 ม.ค.53 ก็ไม่มีการเบิกเงินจากบัญชีนี้แต่อย่างใด              นายธนเดชชี้แจงด้วยว่า สำหรับระยะปัจจุบัน เมื่อ 18 ก.พ.53 มีการเปิดบัญชีใหม่ ในนามของนายสุรพล สายพานิช นายธนา รุจิพัฒนกุล และ น.ส.กนิษฐวิริยา ต.สุวรรณ ทั้งนี้แม่ชีอรนุชทำหน้าที่เพียงการควบคุมการเบิกจ่ายเงินสดย่อย และสรุปยอดบัญชีรายเดือนส่งให้นายสุรพล ซึ่งได้จ้างนักบัญชีตรวจสอบบัญชีอีกชั้นหนึ่งด้วย              นี่คือความกระจ่างชัดจากคำตอบที่มาจากพระปราโมทย์              และตอกย้ำกันที่ผลการตรวจสอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่สรุปข้อเท็จจริงเรื่องที่ดินและเงินของสวนสันติธรรมว่า จากรายงานของผู้อำนวยการ พศ.จังหวัด คณะกรรมการชุดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ตั้งขึ้นมา สรุปผลออกมาเรียบร้อยแล้วใน 2 ประเด็น คือ เรื่องเงินเรื่องและที่ดิน              กล่าวสำหรับเรื่องเงิน คณะกรรมการสรุปว่า มีการนำบัญชีรายรับรายจ่ายมาแสดงให้ดูอย่างถูกต้องตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2553 ส่วนเรื่องที่ดินที่ต้องให้มีบุคคลถือครองที่ดินเพราะความมุ่งหมายเดิมต้องการเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นวัด ต่อมามีความพร้อมจึงยื่นขอจดทะเบียนเป็นวัดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากได้รับอนุญาต ภายใน 5 ปี จะต้องดำเนินการก่อสร้างวัด และขออนุญาตตั้งชื่อวัด และในเวลานั้น จึงต้องแจ้งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นชื่อวัด       สรุปก็คือ สวนสันติธรรมที่มีมีเงินเหลืออยู่ในขณะนี้ทั้งหมด 21,154,992.10 บาทไม่ได้มีปัญหาตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด              ทว่า ปัญหาดูเหมือนจะไม่จบลงเท่านั้น เพราะกลุ่มผู้กล่าวหาซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์ก็ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 ก.ย.โดยในเอกสารประกอบการแถลงข่าว นายเทิดศักดิ์ได้ตั้งคำถามอีกว่า บัญชีเงินฝากของสวนสันติธรรมมีเพียง 21 ล้านบาทใน 7บัญชีเท่านั้น ใช่หรือไม่ ถ้ามีเพิ่มจากบัญชีในชื่อนางอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา หรือ การตกแต่งบัญชีเงินบริจาค ถือเป็นการยักยอกหรือไม่  พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า มีบัญชีเงินฝากในนามนางอรนุช 1 บัญชีที่ไม่ได้ถูกยื่นให้กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ  ในเบื้องต้นมีการตรวจสอบบัญชีรายรับ/จ่าย ของนายอภิชาต อัศวเรืองชัย  พบว่า น่าจะมีบางรายการที่ไม่ได้ถูกรวมเข้ามาอยู่ในบัญชีรายรับ/จ่ายของสวนสันติธรรมด้วย ซึ่งจะนำให้ดีเอสไอพิจารณาต่อไป              สิ่งที่ผิดสังเกตก็คือ กลุ่มอดีตลูกศิษย์เหล่านี้ทำได้แค่เพียงตั้งข้อสงสัยและไม่ได้มีการนำหลักฐานเอกสารเพิ่มเติมมาแสดงเพื่อให้เกิดความเชื่อถือแต่อย่างใด              **หักเข็มทิศครั้งที่ 2       ไร้หลักฐานโยงความสัมพันธ์แม่ชีอรนุช              ประเด็นที่สองคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุชนั้น สิ่งที่พุทธศาสนิกชนต้องพึงทราบก็คือ แม้พระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุชจะไม่ได้หย่าขาดกันทางกฎหมาย แต่ในทางธรรมแล้ว “ขนบ” และ “ประเพณี” ซึ่งเป็นที่รับรู้และปฏิบัติกันมาโดยตลอดก็คือ เมื่อมีการบรรพชาอุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนา และเป็นสมณเพศแล้ว ก็ถือเป็นการขาดจากกันในความสัมพันธ์ที่เคยมีมาในทางโลกไปด้วย              ขณะเดียวกันเมื่อมีการพาสื่อมวลชนไปตรวจสอบกุฏิที่อาศัยระหว่างพระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุช ก็จะเห็นว่า ตั้งอยู่ห่างกัน 120-130 เมตร ซึ่งก็เป็นระยะที่ห่างกันพอสมควร นอจากนี้ยังมีถนนคอนกรีต มีต้นไม้กั้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นกันได้ ทั้งยังมีกุฏิของพระอุปัฏฐากอยู่ใกล้กุฏิพระปราโมทย์เพื่อคอยดูแล ซึ่งการวางผังที่ตั้งกุฏินี้ น.ส.ฐิตินาถเป็นผู้กำหนดแบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง และยังขอให้มีการสลับกุฏิกับพระอุปัฏฐากเพื่อความปลอดภัยของพระปราโมทย์ นอกจากนี้กุฏิของพระปราโมทย์และแม่ชีอรนุชยังอยู่ในระยะไม่ไกลจากบ้านอนาลโยของ น.ส.ฐิตินาถก่อนที่จะมีการสร้างรั้วคอนกรีตกั้นในภายหลัง              เช่นเดียวกับปัญหาเรื่อง “เขตห้ามเข้า” ที่มีความพยายามที่จะตีประเด็นว่า มีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือไม่จึงห้ามเข้า ก็ต้องเข้าใจเช่นกันว่า เป็นเรื่องปกติของเขตพื้นที่ปฏิบัติธรรม เขตสังฆาวาสที่จะห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะที่สวนสันติธรรมเท่านั้น หากแต่วัดสายปฏิบัติเกือบทุกวันก็มีข้อห้ามเยี่ยงนี้เช่นกัน              **หักเข็มทิศครั้งที่ 3       ใครกันแน่อวดอุตริมนุสธรรม              ส่วนเรื่องการอวดอุตริมนุสสธรรมที่ฝ่ายผู้กล่าวหากำลังเร่งเครื่องอย่างหนักในเวลานี้นั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะวินิจฉัยกันได้โดยง่าย หากแต่ต้องอาศัยผู้ทรงภูมิธรรมว่าวิเคราะห์กันทีละประเด็นว่าเข้าข่ายหรือไม่              ที่สำคัญคือหลักฐานที่ฝ่ายผู้กล่าวหานำมาแสดงเป็นคลิปเสียงต่างๆ ก็ไม่ได้นำมาแสดงทั้งหมด แต่ตัดเอามาจากบางส่วนบางตอนของคำเทศนา ซึ่งก็ไม่เป็นธรรมที่จะกล่าวหาว่าอวดอุตริมนุสธรรมในทันที เพราะถ้าฟังคำเทศนาโดยรวม อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ซึ่งในประเด็นนี้ ก็คงต้องรอการพิสูจน์จากผลสอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกันต่อไป       เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องการอวดอุตริมนุสธรรมที่อ้างจากหนังสือ “วิมุตติปฏิปทา” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยระบุว่า “ผู้เขียน(ซึ่งหมายถึงพระปราโมทย์) ก็สามารถรู้สภาวะจิตของผู้อื่นได้เหมือนสภาวะจิตของตนเอง” ก็เป็นข้อกล่าวหาซึ่งผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงอดเศร้าใจไม่ได้ เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พระปราโมทย์เขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็นฆราวาส เขียนในนามปากกาที่ชื่อว่า “สันตินันท์”              ที่สำคัญคือการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดพิมพ์ครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 ก็เป็นการดำเนินการโดยลูกศิษย์ พระปราโมทย์ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวแต่ประการใด              นอกจากนั้น ถ้าหันกลับไปพิจารณาจากคำให้การของลูกศิษย์ที่ยังคงศรัทธาในธรรมะและตัวหลวงพ่อปราโมทย์ก็จะพบว่า เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม ดังเช่นในรายของ “สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา” ที่สรุปเอาไว้ว่า....”ในประเด็นอวดอุตริมนุสธรรมนั้น ผมไม่ขอพูดถึงนะครับ เพราะเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะต้องดำเนินการ.....ผมเชื่อมั่นว่า แนวทางที่หลวงพ่อสอนนั้น สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ครับ เพราะหลวงพ่อสอนให้มีสติ มีจิตตั้งมั่นและหัดรู้รูปนามเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ซึ่งจากการได้ปฏิบัติตาม ก็เห็นไตรลักษณ์ได้จริงๆ”              ขณะที่เมื่อไปตรวจสอบผู้กล่าวหาคนสำคัญจากมูลนิธิบ้านอารีย์อย่าง “วีรณัฐ โรจนประภา” ที่ให้สัมภาษณ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ก็มีข้อให้ชวนให้ขบคิดเช่นกันเช่นกัน              “เท่าที่ผมสังเกตดู ก่อนหน้านี้จะไม่มีการดูจิตทายใจเป็นถี่ๆ หรือมากๆ แบบหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งเพิ่งจะมีมาตอนที่หลวงพ่อปราโมทย์มาสอนนี่แหละ ตอนแรกที่เรียนก็จะได้ผลดีจริงๆ อย่างที่ทุกคนประสบ อย่างผม เห็นญาติธรรมที่เข้ามาตั้งแต่วันแรกที่มีทุกข์ เข้ามาก็มาพึ่งธรรมะ พึ่งคำสอนในระบบนี้ไป สามเดือนห้าเดือนทุกข์จากคลาย มีความสุขมากขึ้น ผ่านไปปีนึ่งก็มีความอยากให้พ้นทุกข์ยิ่งๆ ขึ้น ตอนแรกๆ ผมก็รู้สึกภูมิใจ ดีใจที่ได้เผยแผ่การสอนในระบบนี้ แต่พอมาถึงช่วงหนึ่ง จุดหนึ่ง นานวันเข้า ความสุขอะไรก็ยังมีอยู่จริง แต่ว่าความอ่อนแอตามาด้วย คือทุกคนรอที่จะถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จากหลวงพ่อปราโมทย์ท่าน”              และเมื่อถามว่าพิสูจน์จากอะไร              นายวีรณัฐตอบว่า “จากที่เวลารับกิจนิมนต์ คนจองคิวกันยาวเหยียด การสอบทานเรื่องการปฏิบัติก็ต้อมีการจับฉลากบัตร จัดคิว ระบบการเรียนการสอนเองที่พอเรียนเข้าจริงๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องบอกแต่ว่า วันเสาร์ไปส่งการบ้าน วันไหนไปให้หลวงพ่อตรวจ อันนี้ต้องให้หลวงพ่อดู ทั้งหลายทั้งปวงในระบบนี้ สุดท้ายเรากลับไปพึ่งความสามารถพิเศษของพระรูปหนึ่ง จุดนี้เองที่ผมทักท้วงไปว่า อย่างนี้ถูกต้องแล้วหรือ ที่ตอนหลังคนเรียนมีการพึ่งพิงตนเองได้น้อยลงขนาดนี้”              **เข็มทิศชีวิตที่หลงทาง       ของ “อ้อย-ฐิตินาถ”              ดังนั้น เมื่อประจักษ์พยานและหลักฐานปรากฏออกมาในลักษณะนี้ สังคมก็มีสิทธิที่จะย้อนกลับไปตั้งคำถามกับกลุ่มผู้กล่าวหาเช่นกัน เพราะถ้าย้อนกลับไปดูเส้นทางของคนเหล่านี้ ก็ต้องบอกว่า เป็นกลุ่มที่เคยมีผลประโยชน์จากธรรมะของพระปราโมทย์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ฐิตินาถหรือมูลนิธิบ้านอารีย์              โดยเฉพาะน.ส.ฐิตินาถนั้น การที่เธอออกมาเรียกร้องขอคืนเงินบริจาค 4.3 ล้านบาท ที่ได้ร่วมก่อสร้างสวนสันติธรรม ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะที่ดินที่ซื้อมาด้วยเงินบริจาคนั้น พระปราโมทย์โอนไปให้แม่ชีอรนุชดูแล ก็เป็นคำตอบอยู่ในตัวเองว่าน่าจะเป็นเรื่องของความผิดหวังที่ไม่สามารถเป็น “เข็มทิศชีวิต” ให้กับสวนสันติธรรมและพระปราโมทย์ได้เหมือนเช่นที่ผ่านมา              เพราะถ้า น.ส.ฐิตินาถสามารถดำรงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของของพระปราโมทย์เหมือนเช่นที่ผ่านมา ดังที่เคยวางผังปลูก “บ้านอนาลโย” เอาไว้ใกล้ๆ กับกุฎิของพระปราโมทย์แล้ว คงไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ออกมาเป็นแน่แท้              ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสวนสันติธรรมนั้น ก็มีประวัติที่ไม่ธรรมดาเพราะก่อนที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ ก็มีที่ดินอีกหลายแปลงที่เป็นทางเลือกและไม่ได้ยุ่งยากเหมือนกับที่ดินผืนนี้ เช่น ที่ดินที่จังหวัดนครนายกเป็นต้น              แต่เหตุที่มาลงเอยที่อำเภอศรีราชาก็เพราะมี “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” เป็นผู้อ้อนวอน ร้องขอ เป็นตัวตั้งตัวตีและเจ้ากี้เจ้าการอย่างผิดปกติ              ว่ากันว่า ข้ออ้างสำคัญที่ทำให้พระปราโมทย์ตัดสินใจซื้อก็เพราะมีข้ออ้างว่า “ได้มีการวางเงินไปแล้ว” ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น              ขณะเดียวกัน คนที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณสวนสันติธรรม ถ้าสังเกตุให้ดีก็จะเห็น “ที่ดินผืนงาม” และ “ขนาดใหญ่” อีกผืนหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสวนสันติธรรมแห่งนี้ และผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็น “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” อีกเช่นเคย              ไม่มีใครรู้ว่า ที่ดินผืนนี้บังเอิญหรือเจตนามาอยู่ใกล้กับสวนสันติธรรมของพระปราโมทย์กันแน่ แต่วิญญูชนผู้มีใจเป็นธรรมคงสามารถคาดเดาได้ไม่ยากนักว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น              ที่น่าสนใจคือ ก่อนที่จะซื้อไม่มีปัญหา แต่หลังจากที่ซื้อแล้วกลับเกิดปัญหาขึ้น เมื่อพระปราโมทย์โอนไปให้แม่ชีอรนุชดูแล เนื่องจาก “มีความไว้วางใจมากกว่า” ซึ่งหลายคนคาดเดาว่า นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นและกลายเป็นมูลเหตุของปัญหาที่เกิดกับสวนสันติธรรมในเวลาต่อมาก็เป็นได้              อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังไม่มีบทสรุป แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนหนังสือชื่อดังจะต้องกลับไปทบทวนตัวเองและตกผลึกความคิดของตัวเองอีกครั้งก็คือ เข็มทิศชีวิตที่ตัวเองเขียนขึ้นมาสำหรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่นจนขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่านั้น ทำไมถึงไม่สามารถเป็นเข็มทิศชีวิตให้เธอดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควรได้

**********************************************************

ที่มา....ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์


6.12.10

พ่อ....

 

.... ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยื่นนาน....

30.10.10

การโอนย้ายข้อมูลจาก space มาที่ wordpress


เหอะๆๆๆเจ้า wordpress หลังจากที่รบกะมันมาเพิ่งจะเข้าใจวิธีการโยกย้ายข้อมูลของมัน ก็เลยอยากแบ่งปันเพื่อกับคนที่ยังโอนไม่ได้
โดยเรื่องมันมีอยู่ว่าเจ้า Windows Live Spaces จะทำการย้ายฐานลูกค้าไปยังบริการ Wordpress ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครือโดยอัตโนมัติ
โดยอ้างถึงประสิทธิที่สุดแสนเลิศศ เกี่ยวกับการใช้งานของWordpress หรือเหตุผลอีกเยอะแยะแต่ที่เข้าใจง่ายคือเค้าไล่ที555+++
 ****โดยขั้นตอนแรก คือเข้าเสปซของตัวเองก่อน ถ้าใครจำ url ของตัวเองได้ ก็พิมพ์ไปเลย  เข้าเสปซได้แล้วก็จะขึ้นหน้าต่างหน้าตาแบบในรูป



พอมันปรากฏหน้าตาประมาณนี้ เราก็ใส่อีเมลล์และพาสไป และมันก็จะขึ้นหน้าตาแบบนี้มาให้เราเลือกกด connect

 

ต่อมานะ ถ้าเราไม่มี wordpress มาก่อน มันก็จะขึ้นหน้าต่างแบบในรูปมาให้เราสร้าง wordpress ของเราก่อน จะตั้งชื่ออะไรก็ตามใจเรา ในที่นี่ หรือจะใช้ชือเก่าแบบเดียวกะ space ก็ดีเวลาเพื่อนๆตามหาจะได้ง่าย โดยเลือกหัวข้อ create new blog เราก็ได้ชื่อ blog ของเรามา ในช่วงทีเรากดเข้ามันจะขึ้นว่า myblog และนามสกุลใหม่ในช่องนี้แหละทีเราสามารถใส่ชื่อลงไป

 
แต่มันมีข้อแม้อยู่อีกว่ามีหลายคนที่บางทีอาจทำการหลงเปิดเข้ามาอยู่ก่อนแล้วในตอนแรกโดยไม่รู้ มันก็จะเท่ากับว่าเราทำการเปิด usr ไปกะมันเรียบร้อย เราต้องทำการเลือกหัวข้อของมันใหมีโดยเลือกชื่อบล๊อกของเรา โดยหน้าต่างมันจะขึ้นชื่อมาให้เราเลือก ก็ดูว่าชื่อหน้าบล๊อกใน wordpress ของเรามันชื่ออะไรเราก็ทำการเลือกมันซะ
****จุดนี้เเหละที่จะทำให้เราย้ายข้อมูลจาก spaceมาได้ โดยไม่ต้องสงสัยกะมันอีกว่าทำไม๊ทำไมมันไม่ตามมา 555+++


 ทีนี้หลังจากเราเลือกตามนี้แล้วมันก็จะมาถึงหัวข้อสุดท้ายของมัน แล้วเราก็ทำการรอมันทำการโอนถ่ายข้อมูล โดยสังเกตุได้จากแถบขาวๆใต้บรรทัดของคำว่า Import Progress:


โดยแรกมันจะยังไม่ขึ้นแถบเราก็ปล่อยมันไปรอจนมันขึ้นแถบสีฟ้าขึ้นมาจนเต็มแถวเมื่อไหร่นั่นก็คือมันเสร็จเรียบร้อยโรงเรียนจีน555++++

 

****ต้องขอบคุณ K-Hud กะเจ้าหงิญ ที่ทำให้หายงง
ที่มารูปจาก - wordpress






15.10.10

จากปมพระวิหาร ถึงปากคำ“Eเพ็ญ”เปลือยกำพืด “แม้ว”สายพันธุ์อำมหิตจับมือ“ฮุนเซน”เผาไทยแลกประโยชน์

 

จากระเบิดที่ป้ายรถเมล์ที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ มาจนการเกิดเหตุระเบิดกลางดึกที่ซอรางน้ำ ตรงข้ามห้างดิวตี้ฟรี คิงเพาเวอร์ มาจนกระทั่งการพบลูกระเบิดเอ็ม79ในทำเนียบรัฐบาล 3เหตุ อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง ไม่รวมกับเหตุลอบวางระเบิดในหลายพื้นที่ และก่อนหน้านี้กรณีระเบิดรถเข็นหน้าพรรคภูมิใจไทย เกิดหลังบ้านเมืองเพิ่งผ่านวิกฤติพฤษภามหาวินาศ ผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมืองผ่านมาเพียง2เดือนกว่าๆ
ฉาย ภาพเด่นชัดถึงวันนี้ประเทศไทยก็ยังไม่พ้นจากห้วงอันตราย หรือสยามเมืองยิ้มดินแดนที่เคยสงบสุขได้แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นเมืองระเบิดหรือมะแตกแลนด์ไปแล้ว??
ผลกระทบ นอกจากชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่ไม่รู้เรื่องด้วยกับเกมแย่งชิงอำนาจ  ต้องมาบาดเจ็บนับสิบ และเสียชีวิตไปอีก1ราย โดย เฉพาะผู้เคราะห์ร้าย คนเก็บของเก่าหาเช้ากินค่ำ ต้องมาประสบเหตุระเบิดในซอยรางน้ำจนบาดเจ็บสาหัส ยื้อชีวิตด้วยการผ่าตัดเปิดกะโหลกและตัดอัณฑะทิ้ง สังเวยเกมป่วนเมือง ถึงตรงนี้ไม่ได้ปรักปรำ แต่ผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บ่งชี้ไปในทิศทางที่ว่า ระเบิดหลายครั้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวโยง และเป็นวิธีการในลักษณะเดียวกันกับการลอบวางระเบิดหลายจุดในกทม.ช่วงม็อบ เสื้อแดงเดือนเมษายน-พฤษภาคม
อีกทั้งยังสงสัยได้ว่า "ระเบิด" คือแผนการร้ายลำดับต่อไปของนักโทษชายหนีคดี "ทักษิณ ชินวัตร" หลังปราชัยในเกมมวลชน การใช้ม็อบเสื้อแดงไม่สามารถล้มอำนาจรัฐบาล โค่นทุกองค์กรสถาบันสำคัญๆในประเทศชาติไม่สำเร็จ จึงต้องใช้แผน "วินาศกรรมประเทศไทย"??
โดยไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดการณ์แน่ เพราะนักโทษหนีคดีรายนี้พร่ำพูดเสมอว่าไม่สนใจวิธีการ ขอไปให้ถึงเป้าหมายเพียงพอ ถึงแม้วิธีการนั้นๆจะทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง เกิดความสูญเสียมากมายเพียงใดแม้แต่ชีวิตเลือดเนื้อชาวบ้านก็ตาม
นอกจากนี้สังเกตได้จากการระดมอดีตนายทหาร อดีตตำรวจสารพัดรุ่นเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทย หลายคนในกลุ่มอดีตท็อปบูตและสีกากีเหล่านี้เป็นที่รับรู้ในปูมประวัติกันดี บางส่วนคืออดีตทหารนักรบ มาเฟียสีกากี เป็นพวกเสพติดความรุนแรง นิยมการใช้กำลังและอาวุธเพื่อก่อการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจ หลายครั้งในอดีต  แต่คนกลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องระเบิดหรือไม่ก็ตาม แต่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในบริษัทการเมืองที่นายจ้างจะเรียกใช้งานใด ก็คาดการณ์กันได้ และเช่นกันว่า "คนแก่ โรคจิต"ที่ผบช.น. เอ่ยถึงผู้บงการเบื้องหลังเหตุวางระเบิด ตัวจักรสำคัญที่แฝงอยู่ในกลุ่มก๊วนนี้
เรื่องนี้ต้องฝาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย หรือพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ในฐานะที่เป็นสองพี่ใหญ่ ช่วยหาตัวมาพิสูจน์ และเป็นไปได้ช่วยห้ามปรามไม่ให้"เฒ่าโรคจิต"มาก่อกรรมทำเข็ญต่อบ้านเมืองอีก ที่ไม่ใช่คนแก่ ยังหนุ่มแน่น ปากแดงแจ๋ ส่วนจะป่วยทางจิตหรือไม่ ยังไม่ชี้ชัดได้ "จักรภพ เพ็ญแข"ผู้ต้องหาหนีคดี ที่ล่าสุดออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ด้วยนัยยะน่าสนใจ เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในไทย และนายใหญ่ของเขา ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเกี่ยวข้องการให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศสถานี โทรทัศน์เอบีซี ประเทศออสเตรเลีย เข้าสัมภาษณ์ในสถานที่ที่ไม่เปิดเผย จักรภพ อดีตแกนนำคนเสื้อแดงในเหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเม.ย.2552 ยืนยันว่าเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรง
แต่ ยอมรับว่ามีบทบาทในการให้คำปรึกษาแนะนำกับแกนนำบนเวทีเสื้อแดงระหว่างการ ชุมนุมเคลื่อนไหว เช่นเดียวกันกับการยอมรับกลายๆว่า "ทักษิณ"ก็มีส่วนรู้เห็นในม็อบเสื้อแดง แต่ทักษิณกำลังประเมินใหม่ว่า จะคุ้มค่าหรือไม่ที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย
"การ เคลื่อนไหวจะได้รับการสนับสนุนมาจากไหน แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการสนับสนุนมาได้จากทุกที มันไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากคุณทักษิณและครอบครัวของเขา หรือคนที่เขาสั่งมา"
"ผม พูดถึงเงิน พูดถึงสถานที่ปลอดภัยที่จะอยู่ พูดถึงความร่วมมือกับรัฐบาลในประเทศที่พวกเราไปเยือน ไปอยู่ ... ผมพูดถึงสิ่งเหล่านี้ พวกเราได้รับ (การสนับสนุน) โดยธรรมชาติมากกว่าแต่ก่อน  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้เรามีระบบที่ค่อนข้างปิด และ ผมรู้สึกผ่อนคลายที่ในช่วงปีที่ผ่านมามีการสนับสนุนอย่างกว้างขวางเช่นกัน แต่เราก็มีภารกิจที่จะชี้ให้ผู้คนที่อยู่ภายนอกเห็น โดยเฉพาะชาวต่างชาติ"
โดยเฉพาะในระดับ "นานาชาติ" "ทุนต่างชาติ"เข้ามาสนับสนุนม็อบเสื้อแดงก่อเหตุในประเทศไทย!
และ จากบทสัมภาษณ์ของจักรภพ พอจะประเมินได้ว่า เวลานี้ด้วยข้อจำกัดภายหลังความพ่ายแพ้ในการชุมนุมช่วงมี.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา "ทักษิณ"กำลังคิดจะปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้จากแนวรบด้านมวลชนไปในรูปแบบอื่น นอกเหนือจากใช้ล็อบบี้ยิสต์เดินเกมต่างประเทศกดดันไทย ยังคิดที่จะใช้แผนต่อสู้อื่น ที่ไม่พ้น "เกมใต้ดิน"  เกมที่แกนนำเสื้อแดง และกลุ่มคนในม็อบประกาศหลายครั้งว่า หากพ่ายแพ้ในการต่อสู้โดยอาศัยมวลชนกดดัน พวกเขาจะมุดลงใต้ดิน จัดตั้งกองกำลังหน่วยจรยุทธ์ เพื่อต่อสู้ และก็ปรากฏความเคลื่อนไหว แกนนำเสื้อแดงหลายรายหลบหนีไปอยู่ในกัมพูชา
ประเทศ เพื่อนบ้านที่ก่อนหน้านี้ผู้นำอย่าง"ฮุนเซ็น" เคยประกาศแบบไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า พร้อมต้อนรับและจัดสร้างบ้านไว้รับรองเป็นที่พักพิงคนเสื้อแดงจากประเทศไทย   ในเวลาเดียวกันกับที่ จักรภพ เปิดประเด็นทักษิณจะเปลี่ยนวิธีการสู้ และพูดถึงเงินทุนต่างชาติที่พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ก็กำลังมีข้อพิพาทกรณีกัมพูชาเดินเกมผลักดันแผนพัฒนาปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลก ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก  ข้อพิพาทระหว่างประเทศ ที่กำลังลุกลามบานปลายกระทบกระทั่งกันตามแนวชายแดน และสุ่มเสี่ยงจะเกิดสงครามใหญ่ ย่อมเป็นที่สงสัยว่า "ทักษิณ"จะหันมาเปิดศึกด้านนี้ร่วมกับเขมร ขณะเดียวกันก็น่าสงสัยว่า "ทุนต่างชาติ"หนุน "ม็อบเสื้อแดง"มาจากกัมพูชา
แน่นอนข้อมูลดังกล่าวเป็นไปในทางเดียวกับข่าวที่มีต่อเนื่อง ประเทศเพื่อนบ้านของเรารู้เห็นเป็นใจกับแผนร้ายของนักโทษหนีคดี ทั้งเปิดประเทศต้อนรับ ตั้งเป็นที่ปรึกษา ประกาศช่วยลูกน้องทักษิณ รวมทั้งแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ และประกาศตัวเป็นศัตรูกับประเทศไทย
ไม่เท่านั้นการข่าวจากฝ่ายความมั่นคงเรื่องอาวุธสงครามที่ใช้ในการก่อเหตุช่วงการชุมนุม ม็อบเสื้อแดง เล็ดรอดมาจากชายแดนเพื่อนบ้าน ที่หนึ่งในนั้นคืออาวุธที่มาจากฝั่งกัมพูชา ทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่ประเมินกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ทักษิณ ใช้ทุกรูปแบบวิธีการเพื่อโค่นล้มทุกอำนาจ ทุกองค์กร ทุกสถาบันที่ขัดขวางการกลับสู่ประเทศ ลบล้างคดีความและคืนสู่อำนาจ
โดยที่ควบคู่กับแนวรบด้านมวลชน คือยุทธศาสตร์ "คีมยักษ"ใช้โลกล้อมประเทศ และแผนดึงเพื่อนบ้านมาร่วมถล่มประเทศไทย
ถามว่าถ้าข้อสงสัยเรื่องฮุนเซ็นสมคบคิดทักษิณ ป่วนประเทศ ล้มรัฐบาลไทย เป็นจริง ทางกัมพูชาจะได้อะไร ก็ต้องบอกว่า จากกรณีตัวอย่าง ปมความขัดแย้งในการเดินเกมผลักดันปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก สะท้อนผลประโยชน์แลกเปลี่ยนทักษิณ-ฮุนเซ็นเด่นชัด เพราะมีการพูดถึงข้อตกลงลับ ในการยื่นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนระหว่างอดีตผู้นำขี้โกงจากไทย และผู้นำเผด็จการเขมร เกี่ยวกับการยกดินแดนแลกเปลี่ยน นอกจากฝั่งแผ่นดินที่ไทยสุ่มเสี่ยงต้องสูญเสียในกรณีปัญหาเส้นเขตแดนหากขึ้น ทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก  ยังมีกรณีดินแดนทางทะเลอ่าวไทย พื้นที่ระหว่างชายฝั่งของสองประเทศที่ว่ากันว่ามีขุมทรัพย์พลังงาน ทั้งก๊าซ น้ำมัน ปริมาณมหาศาล อยู่ใต้ผืนน้ำแห่งนี้ ขุมทรัพย์ที่อาจเป็นเงื่อนไขงามๆในการขอรับการสนับสนุนจากกัมพูชาในการ เคลื่อนไหวปั่นป่วนในไทย
โดยหากทักษิณได้กลับมาครอบครองอำนาจอีกครั้ง ขุมทรัพย์นี้ย่อมเฉลี่ยแบ่งปันไปตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะความพอใจของ"ฮุนเซ็น"ในสัดส่วนที่มากพอ ที่จะตัดสินใจเลือกแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับ"บุคคล"มากกว่า"ประเทศ" และ แน่นอนกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย และ เขมรจากประเด็นการเสนอแผนพัฒนาปราสาทพระวิหาร ต่อคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก ที่ประเทศบราซิล ซึ่งจบลงโดยยังไร้ข้อยุติด้วยการเลื่อนการตัดสินไปในการประชุมปีหน้า อนุมานว่า"ทักษิณ"มีส่วนในเรื่องนี้ด้วยแน่ เนื่องจากถ้อยแถลงในเว็บไซต์ส่วนตัวของ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของทักษิณ ที่โจมตีรัฐบาลไทยว่าเป็น "อันธพาล" ไม่เคารพกติกาสากลและเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาทางการเมืองด้วยการสร้างเรื่องโกหกให้เกิด สงครามเทียมกับกัมพูชา  ทนายฝรั่งลูกจ้างของทักษิณกำลังเดินเกมช่วยประเทศเขมรร่วมถล่มไทยอย่างเปิดเผย ควบคู่ไปอีกแนวทางการต่อสู้ของทักษิณที่จะเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ"รบใต้ดิน" ที่ประเมินได้ว่าจะมีต่างชาติให้การสนับสนุน โดยต่างชาติที่ต้องสงสัยหนีไม่พ้นกัมพูชา
วันนี้จึงค่อนข้างชัดแล้วว่า "ทักษิณ" ได้จับมือ "ฮุนเซ็น"เตรียมประกาศสงครามกับประเทศไทย เปิดสมรภูมิแนวรบสงครามทุกรูปแบบ บนเงื่อนไข"ผลประโยชน์ต่างตอบแทน"
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา---k-นกหวีด....ผู้จัดการออนไลน์


13.8.10

แม่



เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้ 
เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง 
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา 
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น 
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน 
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน 
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า 'ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป...'' 
เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว 
เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก 
เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม 
เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง 
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู) 
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ 
เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า "แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องกะหนู(ผม)หรอก" 
เมื่อคุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ 
เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง 
เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว 
เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน 
เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า 
เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น 
เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า 'แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย' 
เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุ ณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า 'หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่' 
เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ 
เมื่อคุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า 'มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร' 
เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า 'แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย' 
เมื่อคุณอายุ 25 ปี (สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'อายคนอื่นเขาน่า แม่' 
(สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดนไม่มีแม่' เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า 'สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่’ 
เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่า 'ตอนนี้ไม่ว่างเลย' 
เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า 'มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ' 
และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ 
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่'แม่' 
ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ'แม่ 'ของคุณ และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ 
ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม 
รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น 
อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก'แม่'ให้มากกว่ารักตัวเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็'รัก'ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ'รูป'ของแม่เท่านั้น