9.3.11

โปรแกรมที่ลงแล้วต้องใช้ตลอดชีวิต

 

**เรื่อง พบปัญหา (Bugs) ของโปรแกรม

***เมื่อปีที่แล้วผมได้อัพเกรดโปรแกรม จาก ‘แฟน 7.0′ มาเป็น ‘ภรรยา 1.0′ พบว่าโปรแกรมนี้ มีอาการแปลกๆ รวมถึงกินพื้นที่ และทรัพยากรอันมีค่าเป็นอันมาก และอาการที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีการกล่าวถึงในเอกสารแนะนำสินค้าเลย

***’ภรรยา 1.0′ ได้ทำการติดตั้งตัวเอง และทำงานเอง โดยระบบจะคอยตรวจสอบความ ป็นไปของโปรแกรมอื่นๆ อาทิเช่น ‘ป๊อกเด้ง 10.3′ , อาร์ซีเอ 2.5′ และ ‘จูน่า 5.0′ ทำให้ไม่สามารถรันได้

***และเกิดเหตุการณ์ระบบล่มขึ้น เมื่อโปรแกรม เหล่านี้ถูกเรียกใช้

***ผมจึงคิดที่จะกลับไปใช้ ‘แฟน 7.0′ แต่ปรากฎว่าโปรแกรม Uninstaller ไม่ สามารถทำงานได้ กรุณาช่วยผมด้วยครับ และขอ
ขอบคุณล่วงหน้า

***จาก User ที่มีปัญหา?

***เรื่อง ชี้แจงปัญหา (Bugs) ของโปรแกรม

***นี่เป็นปัญหาที่ลูกค้าได้ติดต่อเข้ามาบ่อยมาก แต่ขอชี้แจงว่าปัญหานี้ เกิดจากความเข้าใจผิดในปฐมบทผู้ใช้ ส่วนมากอัพเกรดจาก

***แฟน 7.0′ ไปเป็น ‘ภรรยา 1.0′ เนื่องจากคิดว่า ‘ภรรยา 1.0′ เป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ และเพื่อความบันเทิง (Utilities & Entertainment )

***แต่อันที่จริงแล้ว ‘ภรรยา 1.0′ เป็นระบบจัดการ (Operating System) ซึ่งผู้สร้างได้ออกแบบให้รันทุกอย่าง

***และดูเหมือนว่าคุณจะไม่สามารถ ถอดถอน ‘ภรรยา 1.0′ หรือแม้แต่การแปลงกลับไปเป็น แฟน 7.0′

***เพราะระบบจะทำการจำลอง ‘แฟน 7.0′ ให้ทำงานเป็น ‘ภรรยา 1.0′ อยู่ดี

***ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อันใด แต่มีบางผู้ใช้ท่านได้พยายามที่จะติดตั้ง ‘

***แฟน 8.0′ หรือ ‘Small House 2.0′แต่ท้ายสุดก็มีปัญหา มากขึ้นกว่าเดิม

***ขอให้ท่านดูหนังสือคู่มือการใช้งานในหัวข้อ ข้อควรระวัง – สินไหมทดแทน

***ผม ขอแนะนำให้คุณใช้ ‘ภรรยา 1.0′ ด้วยความระมัดระวัง และผมอยากให้คุณติดตั้งโปรแกรม ‘c:ได้จ้ะที่รัก’ เพื่อป้องกันข้อ ขัดแย้งจากการใช้โปรแกรม ‘ภรรยา 1.0′

***ทาง แก้ที่ดีที่สุด ก็คือคุณจะต้องเรียกคำสั่ง ‘c:ขอโทษจ้ะที่รัก’ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ c:ได้จ้ะที่รัก’ ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่ง’c:ขอโทษจ้ะที่รัก’ จะช่วยให้ระบบจัดการเข้าสู่สภาพปกติได้ และระบบจะทำงานได้อย่างราบรื่นต่อไป

***โปรแกรม ‘ภรรยา 1.0′ เป็นโปรแกรมที่ดี แต่ต้องการการดูแลที่สูง คุณควรที่จะซื้อซอฟแวร์เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ ‘ภรรยา 1.0′

***โปรแกรมที่แนะนำ คือ ?ดอกไม้ 2.0.1′ และชุดโปรแกรม ‘เครื่องเพชร 5.1.2′

***แล้ว ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการติดตั้ง ‘เลขาสุดสวย 36.24.36′ ซึ่งนอกจากจะเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้สนับสนุนโดย ‘ภรรยา 1.0′ แล้ว ยังมีโอกาสสูง ที่ทำให้ระบบเสียหายได้

***ขอให้คุณโชคดีนะครับหลังจากได้ใช้โปรแกรมนี้แล้วต้องใช้ตลอดชีวิตแน่ๆ

โดย :จิ้มจุ่ม

ที่มา teenee.com

27.2.11

มีคนเคยบอกว่า...

 


ณ มหาลัยดังแห่งหนึ่ง มีนักศึกษาคนหนึ่งเรียนบัญชีได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง  ก็จะมีเจ้าของบริษัทมาเชิญให้ไปทำงานกับเขาด้วย เป็นบริษัทให้มาก   เมื่อถึงวันที่นักศึกษาคนนี้ไปรายงานตัวที่บริษัท เจ้าของบริษัทก็ตื่นเต้น   ออกไปตอนรับด้วยตัวเอง พร้อมกับพาเดินชมบริษัท โต๊ะทำงานแลละได้รู้จักเพื่อนๆร่วมงาน   พอเสร็จ เจ้าของบริษัทก็ถามคำถามหนึ่งขึ้นมา
"คุณเคยล้างเท้าให้คุณแม่คุณไหม"

เขาตอบว่า
"ไม่เคยครับ"

เจ้าของบริษัท เลยบอกว่า
''งั้นผมไม่รับคุณเข้าทำงาน เชิญครับ"

เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไปแบบงุนงง พอกลับไปถึงบ้านก็เลยถามแม่ว่า
"แม่ๆๆ เจ้าของบริษัทเขาบอกว่าเขาไม่รับลูกเข้าทำงาน เพราะว่าไม่เคยล้างเท้าแม่ ผมขอล้างเท้าแม่หน่อยนะ"

แม่บอกว่า
"ไม่ได้หรอกจะเอามือที่รับพระราชทานปริญญาบัตร มาล้างเท้าสกปรกแบบนี้ไม่ได้หรอก มันไม่สมควร"

    แต่ลูกก็ได้ขอร้องผู้เป็นแม่หลายต่อหลายครั้ง แม่ก็เลยต้องยอม เด็กหนุ่มได้เตรียมน้ำอุ่น ผ้าสะอาด แล้วเอาเท้าแม่แช่ลงในน้ำนั้น นั้นเป็นการจับเท้าของแม่เป็นครั้งแรกของเขา เขามองดูเท้าของแม่ แล้วน้ำตาก็ค่อยไหลออกมา เพราะภาพที่เห็น เท้าของแม่มีแม่รอยแตก มีแต่ความหยาบกระด้าง มีแต่เรื่องราวสู่ชีวิต เขาคิดว่าเท้าคู่นี้ต่างหากที่สมควรได้รับปริญญาบัตรที่แท้จริง   เขาเช็ดเท้าให้แม่แล้วด้วยผ้านุ่มๆ ทาโลชั่น แล้วก้มลงกราบแม่ โอบกอดแม่ น้ำตาก้ไหลออกมาด้วยความปิติ....

เด็กหนุ่มกลับไปหาเจ้าของบริษัทอีกครั้งบอกว่า
"ผมไม่ได้โกรธหรอกครับที่ไม่ให้ผมทำงานที่นี่  แต่ผมจะขอบพระคุณมากครับที่ทำให้ผมได้ล้างผมของแม่  ผมรู้แล้วครับว่าสิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร ความกตัญญูรู้คุณครับ"

เจ้าของบริษัท ได้ยินก็ตอบว่า
"พรุ่งนี้คุณมาทำงานได้"

คุณหล่ะล้างเท้าให้แม่คกันหรือยัง กลับบ้านวันนี้อย่าลืมล้างเท้าให้ท่าน หรือโทรไปหาท่านบ้างก็ดี ท่านรอคุณอยู่ตลอดเวลา รักแม่และพ่อให้มากๆ..

วันนี้คุณทำอะไร เพื่อแม่และพ่อแล้วหรือยัง ดีใจที่ทุกคนให้ความสำคัญ คุณพร้อมหรือยังที่จะทำให้ท่านสบาย ก่อนที่จะสายเกินไป ต้องรีบทำให้ท่านสบาย เพราะท่านเหนื่อยมาทั้งชีวิต


23.2.11

เรื่องดีๆที่อยากให้อ่าน......

 

        ได้รับ fw; มา1ฉบับ ก็เกือบจะลบทิ้งเหมือนเดิมๆ แต่มาสะดุดตรงหัวเรื่องที่เห็นเข้าพอดิบพอดีคือ "เมื่อแฟนผมให้ผมไปออกเดทกับหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่เธอ..."  พอดีกับที่มีลูกค้าเข้าร้านพอดี แต่ในหัวก็คิดตลอดว่าใจความของเรื่องนี้มันคืออะไร ยิ่งนานก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้น  จนกระทั้งลูกค้ากลับก็ผ่านไป4ชั่วโมงได้ ถึงได้มีเวลาเข้ามาอ่าน  และก็ประทับใจในเรื่องๆนี้ ก็เลยอยากเอามาแบ่งปันเผื่อมีใครหลงเข้ามาอ่านเจอ และจะเกิดความรู้สึกซึ้งๆและรักผู้หญิงคนคนนึงที่รักมากอยู่แล้วและเราจะรักเค้ามากขึ้นกว่าเก่าเหมือนๆกับเราบ้าง......


หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ...เพราะ....วันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า   ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง    มันเป็นไอเดียของเธอล้วน ๆ จริง ๆ นะ

"ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ" ภรรยาผมพูด

"แต่ผมก็รักคุณนี่"  ผมเถียง

"ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน"  
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหาก็คือ 

"แม่" ของผมเอง ซึ่งเธอเป็นหม้ายและใช้ชีวิตเพียงลำพังกับสัตว์เลี้ยงมา 19 ปีแล้ว เนื่องจากงานที่รัดตัว ทั้งเจ้านายและลูกค้าที่ผมจะต้องรับผิดชอบ และยังมีภรรยาและลูก ๆ ที่ต้องดูแล ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น ผมตอบตกลงกับภรรยา และขอบคุณที่เธอให้โอกาสเช่นนั้น วันที่ผมโทรไปหาแม่ เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง

แม่ถามผมว่า....
"มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า? " 

แม่คิดว่าการที่ผมโทรมาหาอย่างกระทันหัน หมายความว่ามีเรื่องที่ไม่ค่อยดีเกิดขึ้น
ผมตอบแม่ว่า
"ไม่มีอะไรคับ ก็อยากคุยกับแม่ และคงจะดีมาก ถ้าเราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ตามลำพังสองคนแม่ลูกบ้าง ทานข้าวด้วยกันสักมื้อ ดูหนังด้วยกันสักเรื่อง"

แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า  
"ได้สิจ๊ะ แม่ยินดีมากเลยจ้ะ ' + ' แล้วลูกมีเวลาว่างแล้วเหรอจ๊ะ หยุดงานได้เหรอ"......

เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตได้ว่า แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน  แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์   แม่บอกเพื่อน ๆ ว่า 
 "จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย"

แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ เพื่อน ๆ ของแม่ต่างพากันประทับใจยกใหญ่ เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยม บรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ ผมวางแผนว่าต้องเป็นร้านในสไตล์ที่แม่ต้องชอบ แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจาที่เรานั่งกันเรียบร้อยแล้ว ผมต้องฝ่ายอ่านเมนูอาหารให้แม่เพราะแม่บอกว่า
 "ตอนนี้สายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น"

เมื่อผมอ่านเมนูอาหารไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง จึงหยุดเว้นจังหวะ เพื่อให้แม่ได้เลือกรายการอาหาร ผมเงยหน้าขึ้น มองเห็นแม่กำลังจ้องมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลังและแม่พูดเปรยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า
"ตอนที่ลูกยังเด็ก แม่ต้องเป็นคนอ่าน เมนูให้ลูกฟังหลายรอบ"

ผมบอกแม่ว่า
"งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบาย ๆ บ้างแล้วสิ"

ในระหว่างอาหารเราคุยกันอย่างถูกคอ ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไรกันบ้าง  เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน

........

เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน 
แม่พูดว่า
"แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ  แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ"

ผมตอบตกลง
"แน่นอนครับ" 

ภรรยาถาม เมื่อผมกลับถึงบ้าน
"ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?"

ผมตอบ 
"วิเศษมาก ๆ ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย"

อีกไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย..... และอีกหลายวันต่อมา...... ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า...
"แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปอีกครั้งไม่ได้ - แต่... แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน คือ สำหรับลูกกับภรรยา - ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน , รักลูกมากจ๊ะ"

ณ..วินาทีนั้น ผมได้เข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่ "รัก" ต่อคนที่เรารัก ในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมันไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ  จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้ .....

-มีบางคนบอกว่า หลังจากที่คลอดลูกแล้วต้องใช้เวลาพักฟื้นราว 6 สัปดาห์ แม่จึงจะคืนสภาพเดิม
คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป

-บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ
คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เก็ต

- บางคนนั้นบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับ หลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาด ๆ
- บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน
-บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมา ทันได้เห็นลูกหวดลูกบอลเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี

-บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้
คนนั้นไม่เคยช่วยลูกที่กำลังเรียน ป. 4 ทำการบ้านเลข
- บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน

-บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่ คือตอนคลอดและตอนเลี้ยง คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก ไม่เคยส่งลูกเข้าห้องหอในคืนแต่งงาน

-บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมู ๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไหว คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายขนมให้กับเหล่ายุวนารี ที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา

-บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่

-บางคนบอกว่างานของแม่ สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า

-บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้.....

คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน

5.1.11

9 วิธี ทำดี ได้บุญโดยไม่ต้องใช้เงิน

 

    คนไทยเรานั้น ได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ชอบทำบุญสุนทานอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"ซึ่งแม้ปัจจุบัน หลายคนจะรู้สึกกังขาว่าทำไมคนที่เรารู้สึกว่าชั่วยังคงได้ดิบได้ดี เช่น ยังมีเงินทองและใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่าเราแต่นั่นก็ยังอธิบายได้ว่า เขาทำกรรมเก่าดี หรือยังกินบุญเก่าอยู่ซึ่งที่เราเห็นด้วยตาว่า เขาสุขสบายก็อาจไม่จริง บางทีเขาอาจกำลังทุกข์ใจเพราะต้องคอยระแวงปกปิดความผิดของตน กลัวคนไปล่วงรู้อยู่ก็ได้

     อย่างไรก็ดีโดยพื้นฐานแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบทำบุญเพราะเชื่อว่าเป็นการทำความดี และเป็นการสะสมผลบุญที่จะสนองให้เราได้รับสิ่งที่ดีในอนาคต หรือในชาติหน้าซึ่งโดยแท้จริงการทำบุญนั้น ทันทีที่ทำก็เป็นความสุขแล้ว เพราะ บุญ คือการทำความดีด้วยวิธีการต่างๆ ที่ทำให้อิ่มเอิบเบิกบานใจ

      โดยทั่วไปคนมักทำบุญกุศลด้วยการบริจาคทรัพย์ สิ่งของหรือให้ทานเป็นโอกาสๆ เช่น บริจาคช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติร่วมสร้างศาสนสถาน ทอดกฐินผ้าป่า ช่วยเด็กกำพร้า หรือช่วยซื้อโลงศพเป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เชื่อไหมว่าในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น เรามีโอกาสทำความดี หรือทำบุญได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้เงินทองหรือสิ่งของ

     ถึงแม้เราจะไม่ได้มีอาชีพเป็นแพทย์พยาบาลที่ต้องช่วยเหลือคนเป็นประจำอยู่แล้วก็ตามจะทำได้อย่างไรนั้นกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมขอเสนอแนะ 9 วิธีทำดี ได้บุญ แบบไม่ต้องใช้เงินเพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้สะสมกุศลให้เพิ่มพูนขึ้น ดังต่อไปนี้


1.  ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดแต่สิ่งดีๆ ทันทีที่ตื่นนอนหากเราคิดถึงแต่สิ่งที่ดีที่งาม ก็จะทำให้จิตใจเราสดชื่น กระตือรือร้นพร้อมที่จะรับมือ กับชีวิตประจำวันด้วยความรื่นเริง ไม่หงุดหงิด โมโหแค่นี้ นอกจากเราจะมีความสุขแล้ว คนรอบข้างเราก็มีความสุขไปด้วยถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง

2.  ยิ้มแย้มแจ่มใส ในแต่ละวันหากเราจะรู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าจะยิ้มกับคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตามหน้าตาของเราก็จะดูเป็นมิตร ทำให้คนอยากเข้าใกล้ ถ้าเราเป็นพ่อแม่ยิ้มกับลูกก่อนไปทำงาน ลูกก็ดีใจ ลูกยิ้มกับพ่อแม่ๆก็สบายใจว่าต่างคนต่างไม่มีเรื่องเดือนร้อนใจแน่หรือหากมี ก็กล้าจะมาปรึกษาหารือ หรือหากเป็นเจ้านาย ยิ้มกับลูกน้องๆก็รู้ว่าวันนี้นายอารมณ์ดี ทำให้ทำงานด้วยความมั่นใจไม่ต้องระแวงว่าจะถูกเรียกไปต่อว่า และถ้าเรียกก็ดูน่าจะมีเมตตากว่าเวลาที่นายทำหน้ายักษ์

3.  ทักทายโอปราศรัย คนบางคนนอกจากจะไม่ยิ้มกับใครแล้ว ยังชอบทำหน้าบึ้งตึงไม่คิดจะพูดจาทักทายใครด้วย ซึ่งถ้าเกิดทำงานด้านบริการคนมาติดต่อคงรู้สึกเกร็ง และกังวลตลอดว่าจะถูกเอ็ดตะโรเมื่อไรก็ไม่รู้ดังนั้น นอกจากยิ้มแย้มแจ่มใสแล้วเราก็ควรจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายผู้มารับบริการก่อน การทักทายปราศรัยกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้มาขอรับบริการเพื่อนฝูงคนรู้จัก ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือแม้แต่คนที่มาทำงานให้เราเช่น แม่บ้าน ยาม ฯลฯ จะทำให้เขารู้สึกเป็นมิตร และอบอุ่นใจทำให้บรรยากาศในที่นั้นๆ ดีขึ้น

4. แบ่งปันน้ำใจไมตรี สามารถทำได้ทุกที่และทุกเวลาเช่น ช่วยพ่อแม่จัดโต๊ะอาหาร ล้างถ้วยชาม ลุกให้เด็ก ผู้หญิงท้องหรือคนแก่นั่ง ช่วยถือของหนักให้คนในรถเมล์ หยุดรถให้คนข้ามถนนหรือรถอื่นไปก่อน ช่วยแบ่งเบาภาระงาน ให้เพื่อนในที่ทำงาน เป็นต้นการให้ความช่วยเหลือเช่นนี้ เป็นการทำบุญด้วยการลดความเห็นแก่ตัวของเราลงและทำให้เราได้รับมิตรไมตรี สนองตอบกลับมาด้วย

5. ปลุกปลอบให้กำลังใจ ช่วยแก้ไขปัญหาหลายๆครั้งที่เพื่อนฝูงญาติมิตรอาจประสบปัญหาชีวิตและ เกิดความทุกข์ใจแสนสาหัส สิ่งที่ดีที่สุดคือความเป็นมิตรและถ้อยคำที่ปลุกปลอบให้กำลังใจ คำพูดดีๆ ที่มาจากใจจะทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์รู้สึกดีขึ้นและมีพลังที่ต่อสู้ ชีวิตต่อไปได้

6.  ให้คำชมด้วยความนิยมยินดีการกล่าวคำชื่นชมต่อผู้ อื่นไม่ ว่าจะเป็นเรื่องใดๆย่อมจะทำให้ผู้รับคำชมรู้สึกปลาบปลื้มยินดี และมีความสุขได้โดยเฉพาะในเรื่องที่เขาทำสำเร็จแต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นจริง และจริงใจด้วยดูอย่างตัวเราเองแค่วันไหน แต่งตัวสวย แล้วมีคนชมเราก็หน้าบานไปทั้งวันแล้ว เช่นเดียวกันคนทุกคนล้วนอยากได้การยอมรับและคำชมทั้งนั้นเพราะคำชมจะเป็นการ เสริมเพิ่มกำลังใจให้อยากทำดียิ่งๆ ขึ้นไป

7. แนะนำให้คำสอนที่ดีมีคุณค่าไม่ว่าจะเราจะอยู่ในสถานภาพใด เช่น เป็นลูก เป็นพ่อแม่ ลูกน้อง เจ้านายเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพฯลฯ หากเราจะมีเมตตาแนะนำในสิ่งที่ดีมีประโยชน์และคุณค่าต่อผู้อื่น หรือสอนในสิ่งที่เราชำนาญให้แก่ผู้อื่นก็จะเป็นการช่วยเกื้อกูลสังคมให้ดี ยิ่งขึ้นและผลก็จะย้อนมาสู่ตัวเราผู้ทำด้วย เช่น สอนงานให้ลูกน้อง ต่อไปเมื่อเขาทำงานเป็น เราก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก และเขาก็จะรู้สึกขอบคุณเราแนะวิธีออกกำลังกายให้พ่อแม่ ท่านก็แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายเราก็สบายใจ หรือแม้แต่การแนะนำให้ความรู้ที่เรามีหรือทราบมาแก่คนไม่รู้จัก อย่างแนะนำหมอ ยาดีๆ หรือธรรมะที่ดีแก่คนอื่นทำให้เขาหายป่วยหรือรู้สึกดีขึ้น เขาก็จะอธิษฐานหรือให้พรเราทำให้เราพบแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต

8.   การให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น โดยทั่วไปคนเรามักจะให้อภัยตัวเองง่าย และมีข้อแก้ตัวให้ตนต่างๆ นานาแต่ถ้าผู้อื่นผิดพลาดแล้ว เรามักเห็นเป็นเรื่องใหญ่และตำหนิติเตียนไม่รู้จักแล้วจบ ดังนั้น เราจะต้องหัดมีเมตตารู้จักให้อภัยต่อผู้อื่นให้ง่าย เหมือนให้อภัยแก่ตัวเราเองเพราะการให้อภัย จะทำให้เราไม่ผูกใจเจ็บ ไม่อาฆาตมาดร้าย ไม่ก่อศัตรูแต่ทำให้จิตใจเราสงบเย็น เป็นฝึกจิตพื้นฐานอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่กุศลขั้นสูงอื่นๆ ต่อไป

9. ฝึกจิตให้สงบและสบาย ด้วยการทำสมาธิหรือสวดมนต์การทำสมาธิ ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ เราทำได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ เช่น กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน อ่านหนังสืออยู่ที่ทำงาน หัวใจหลักคือให้เอาใจไปจดจ่อ ในสิ่งที่ทำเพียงอย่างเดียวจะทำให้เราทำทุกอย่างได้ดีขึ้น เพราะไม่พะวักพะวนคิดหรือทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันอันทำให้ขาดสติ และทุกๆ คืนก่อนนอนก็ควรสวดมนต์ไหว้พระที่เรานับถือ โดยอาจเลือกบทสวดสั้นๆ ที่เราชอบเสร็จแล้วก็อย่าลืมแผ่เมตตาให้กับตัวเราเอง และผู้อื่นตามสมควร

    ที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเป็นการทำความดีที่ไม่ต้องใช้เงินเลยแต่สามารถปฏิบัติในชีวิต ประจำวันของเราได้ โดยไม่ยากเย็นเข็ญใจจนเกินไปอีกทั้งปฏิบัติแล้วก็เป็นบุญกุศลที่จะเกื้อหนุน ให้เราและคนรอบตัวมีความสุข เพราะ"บุญ" ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เครื่องชำระกายใจให้บริสุทธิ์ เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ตัวเราเอง และผู้อื่นและยังช่วยลดกิเลส ความเศร้าหมองต่างๆ ได้ เริ่มทำแต่วันนี้เลยนะคะเพราะมีคนบอกว่า "ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง"

ที่มา--hussa.com