7.1.12

พระราชดำรัสในหลวง “ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น



>> อิ่มเดียว หลับเดียว 
>> ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา 
>> ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง ราชย์ใหม่ๆ 
>> ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น (กางเกงขาสั้น) ในยามดึก 
>> เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับ ต่างทำหน้าที่กัน 
>> ตามจุดต่างๆ ไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา 
>> ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน 
>>เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัย 
>> แด่องค์พระประมุขของชาติ 
>>จอมคนของปวงชนชาวไทย แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร 
>> แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี 
>> ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก 
>> ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา 
>>ทรงพระราชดำเนินไปรเวท(เดินเล่น)บางครั้งทรงเสด็จ    พระราชดำเนินมาเงียบๆ 
>>แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า 
>> ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี 
>> แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี... 
>> ตอนนั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า 
>> ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต 
>> ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า 
>> จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า“ชีวิตมนุษย์เรานี่อิ่มเดียวหลับเดียวเท่านั้น” 
>>ทรงเสด็จพระราช ดำเนินผ่านไปจนลับพระองค์ 
>>ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร 
>> จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน 
>>อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา 
>> จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า“ท่านมหาขอรับ 
>> คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่า อย่างไรขอรับ” 
>> ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า 
>> “โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ” ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ 
>> ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า….. 
>> โยมเฉลิมศักดิ์คำนี้น่ะ 
>>ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อ 
>> เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์ 
>> ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ ชีวิตเป็นสุข 
>> ให้รู้จักคำว่าพอ เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน 
>>พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน 
>> จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น มนุษย์เรา 
>> นั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก 
>> นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยาก ได้ให้มันมากขึ้นไปอีก 
>> ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข 
>> ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว 
>> คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุก น้ำปลา หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น 
>> กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ 
>> นอนในสลัมหรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น 
>> เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน 
>> ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ


สิวบอกโรค บอกอารมณ์และโรคร้าย



      วัีนนี้ไปอ่านเจอมาว่า สิวสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์และโรคร้ายได้ ทำให้นึกได้ว่าเมื่อหลายวันก่อน เราได้นำเอาเรื่องเกี่ยวกับการดูแลสิวมาฝากเพื่อนๆกัน วันนี้ก็เลยเอามาต่อเนื่องกัีนสักหน่อยว่าตำแหน่งสิว บนผิวหน้าของคนเราแต่ละคนที่เป็นๆกันนั้น มันสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ และโรคร้ายได้อย่างคาดไม่ถึง (ไทยโพสต์) สีหน้าและแววตา ใช้สื่อถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆได้ แต่ผิวหน้าของคนเราก็สามารถสื่อถึงสุขภาพภายในร่างกายได้เหมือนกัน

      วิธีการสังเกตถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราหรือของคนใกล้ตัวเรานั้น  ด้วยศาสตร์ใหม่จากการวิเคราะห์สภาพผิว Face Mapping กระบวนการพิสูจน์และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาความคิดเบื้องต้นที่ว่า "ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณ" ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว

      ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผิว จากศูนย์สุขภาพผิวเลียวนาร์ด เดรก ได้นำเสนอแนวทางการป้องกันโดยมีหลักในการวิเคราะห์สภาพผิวแบบ Face Mapping นั้นจะเป็นการวิเคราะห์สภาพผิวที่ละเอียดกว่าการวิเคราะห์ผิวโดยทั่วไป  โดยแบ่งส่วนใบหน้า  ลำคอ และแผ่นอกออกเป็น 4 โซน




          สิวบอกโรค : โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

           สิวบอกโรค : โซนที่ 2  สิวบริเวณหว่างคิ้ว เกี่ยวกับตับ อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) การทานอาหารรสจัดหรือทานอาหารดึกเกินไป 

        
สิวบอกโรค : โซนที่ 4 และโซนที่ 10 ผิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง

          สิวบอกโรค : โซนที่ 5 และโซนที่ 9  บริเวณแก้มทั้งสองด้าน โดยแก้มส่วนบนจะเกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด ส่วนแก้มส่วนล่าง เหงือกและฟัน สาเหตุอาจเป็นเพราะสูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

          สิวบอกโรค : โซนที่ 6 และโซนที่ 8 ตำแหน่งรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับไต และปัญหาภูมิแพ้ สาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่ใช้อยู่ อาจไม่เหมาะสม หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคือง อาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร

          สิวบอกโรค : โซนที่ 7  ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

         สิวบอกโรค : โซนที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

         สิวบอกโรค : โซนที่ 12 สิวเรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

         สิวบอกโรค : โซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง

         นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายในและภายนอกอย่างไร  เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวพรรณที่เป็นสุขได้แล้ว


********************************
credit--kapook.com



26.12.11

ฉายาสภา54



ฉายาสภา54 กระดองปูแดง ปูดาวดับ มาร์คหล่อดีเลย์ ปธ.สภาค้อนปลอมตราดูไบ


สื่อมวลชนประจำรัฐสภาได้ตั้งฉายาประจำปีให้กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยขอยืนยันว่าการตั้งฉายาดังกล่าวได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการแทรกแซงจากทุกฝ่าย และซึ่งการพิจารณาทั้งหมดได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชน ประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้

1.เหตุการณ์แห่งปี : องค์ประชุมรัฐสภาล่มวันแถลงนโยบายของรัฐบาล
เป็นเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นกลางดึกเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2554 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแถลงนโยบายของรัฐสภาต่อที่ประชุมรัฐสภา สืบเนื่องมาจากการที่ส.ส.ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์จนนำมาสู่การประท้วงอย่างวุ่นวายส่งผลให้ต้องพักการ ประชุมนานถึง 40นาที ต่อมา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา สั่งให้นับองค์ประชุมถึง 2 ครั้งก่อนลงมติว่าจะปิดการอภิปรายตามที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เสนอหรือไม่ โดยครั้งสุดท้ายมีองค์ประชุมเพียง 314 ไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 325 เสียง จึงสั่งปิดประชุมในเวลา 23.27น.และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 25 ส.ค.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงของฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภามีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะก่อนที่รัฐบาลจะ สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญต้องผ่านการแถลงนโยบาย ต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อน อีกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงในรัฐสภามากถึง 300 เสียงแต่กลับไม่สามารถควบคุมองค์ประชุมได้


2.วาทะแห่งปี : “คำวินิจฉัยประธาน ถือเป็นที่สิ้นสุดจะผิดหรือถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
มาจากคำพูดของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2554 ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เพื่อชี้แจงต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกรณีการทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อ วินิจฉัยในประเด็นที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายพาดพิงไปถึงสถาบันพระมหา กษัตริย์ ระหว่างนั้นเหตุการณ์เป็นไปอย่างตึงเครียดจนท้ายที่สุดนายสมศักดิ์ใช้อำนาจ วินิจฉัยด้วยด้วยคำพูดว่า…
“ผมฟังอยู่ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นครับ ท่านครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับข้อบังคับที่พวกเราร่างขึ้นมาเป็นกติกาให้อำนาจ ประธานเป็นผู้วินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด ส่วนผิดหรือถูกอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมถือว่าผมวินิจฉัยแล้วต้องเป็นเด็ดขาดครับ ไม่อย่างนั้นมันจบไม่ได้ครับ” (รายงานการประชุมรัฐสภาสามัญทั่วไปครั้งที่วันที่ 23-24ส.ค.2554 หน้า 740)


3.ฉายาสภาผู้แทนราษฎร: กระดองปูแดง
การ เลือกตั้งส.ส.เมื่อเดือนก.ค.2554 ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในสภาฯรวมทั้งมีแกนนำกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง เข้ามาดำรงตำแหน่งส.ส.มากกว่า 20 คน แต่การทำงานของสภาฯภายใต้เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยกลับให้ความสำคัญกับ การปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้มีอีกสถานะหนึ่ง คือ น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
โดยทุกครั้งในการประชุมสภาฯหรือรัฐสภาหากมีการพาดพิงถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ก็จะถูก ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนมากลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือดจนการประชุมสภาฯต้องหยุด ชะงักหลายครั้ง


4.ฉายาวุฒิสภา : สังคโลก
บทบาทของวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมาสังคมต่างให้ความเชื่อมั่น พร้อมกับคาดหวังไว้สูงว่าจะปฏิบัติหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเพื่อกำกับและดูแล การทำงานของสภาฯและกลั่นกรองกฎหมาย แต่การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาวุฒิสภากลับไม่มีบทบาทเป็นที่ประจักษ์ ทั้งที่ล้วนมาจากบุคคลที่มีความอาวุโส มากประสบการณ์จากหลากหลายสาขาอาชีพ เปรียบเสมือนเครื่องสังคโลก วัตถุโบราณที่มีคุณค่าาในตัวเองทุกล้วนต้องการเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้เป็น เจ้าของ แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริงเพราะมีคุณค่าเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น


5.ฉายาประธานสภาผู้แทนราษฎร (สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) : ค้อนปลอม ตราดูไบ
เดิม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ได้รับฉายาว่า “ขุนค้อน” เมื่อครั้งเป็นรองประธานสภาฯเมื่อปี2540 เพราะได้ใช้ค้อนทุบลงบัลลังก์เพื่อแสดงความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุม และก่อนได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาฯนายสมศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า เดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่างประเทศท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าไปเสนอตัวจนได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ สมใจ เมื่อได้มาทำหน้าที่ควบคุมการประชุมก็ถูกโจมตีอย่างหนักถึงความไม่เป็นกลาง ที่เอื้อต่อพรรคเพื่อไทยทั้งในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการอภิปรายทั่ว ไปเรื่องปัญหาน้ำท่วม กระทั่งถูกกล่าวหาขั้นรุนแรงว่ารับใบสั่งจากนายใหญ่ดูไบ ทำให้ภาพของขุนค้อนผู้หนักแน่น เด็ดขาด เป็นกลางตกต่ำลง จึงเป็นที่มาของฉายา “ค้อนปลอม ตราดูไบ” ในที่สุด


6.ฉายาประธานวุฒิสภา (พล.อ.ธีรเดช มีเพียร) : นายพลถนัดชิ่ง
พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหลังจากได้รับการสรรหาเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่าน มา แต่นับเป็นบุคคลที่สังคมให้การจับตาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเคยผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งในกองทัพและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมา แล้ว อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่จากบทบาทที่ผ่านมาพล.อ.ธีรเดช ไม่ได้แสดงบทบาทตามที่เคยแสดงวิสัยทัศน์ในการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา   ไม่เพียงเท่านี้ยังยังเลี่ยงตอบคำถามเพื่อแสดงความคิดเห็นในเหตุการณ์ต่างๆ มักอ้างว่า “ผมจำไม่ได้”, “ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง” เหมือนชิ่งตัวเองออกจากปัญหา ทั้งที่ควรจะแสดงบทบาทให้เข้มแข็งและเด็ดขาดสมกับเป็นอดีตนายพลในกองทัพ


7.ดาวเด่น: รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์
การทำงานของน.ส.รังสิมา นับตั้งแต่เป็นสส.มีความเสมอต้นเสมอปลายโดยเฉพาะการสวมบทมือปราบสส.นอกแถว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การเปิดโปงส.ส.ที่ชอบเสียบบัตรแสดงตนแทนกัน การขอให้ประธานสภาฯควบคุมการประชุมให้มีความเป็นกลาง หรือแม้กระทั่งขอความร่วมมือส.ส.ไม่ให้ประชุมคณะกรรมาธิการในช่วงวันพุธหรือ วันพฤหัสบดีซึ่งตรงกับวันประชุมสภาฯเพราะมีผลให้องค์ประชุมสภาฯเสี่ยงต่อการ ล่มหลายครั้ง บทบาทเหล่านี้น.ส.รังสิมาได้ประพฤติปฏิบัติมาตลอดโดยไม่คำนึงถึงว่าช่วงเวลา นั้นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล


8.ดาวดับ: ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแม้ว่าจะเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร หนึ่งในอำนาจอธิปไตยของประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตัดขาดกับงานฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แสดงท่าทีถึงการไม่ให้ความสำคัญกับรัฐสภาหลายครั้ง ทั้งที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าพร้อมจะให้ความร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติที่มี อำนาจหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อร่วมนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาต่างๆ สร้างความหวังให้กับสังคมไม่ต่างอะไรกับการเป็นดาวเด่นในทางการเมืองภายหลัง ประสบความสำเร็จจากการบริหารธุรกิจของครอบครัวชินวัตร
สำหรับพฤติกรรมที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แสดงออกจนนำมาซึ่งคำครหาว่า “หนีสภา” หลายต่อหลายครั้ง เช่น การไม่แสดงบทบาทนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาไกล่เกลี่ยระหว่างส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและ ฝ่ายค้าน ซึ่งต่างกับอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนก่อนหน้านี้พยายามจะเข้ามาเป็นตัวกลาง สร้างความประนีประนอมให้กับทั้ง2ฝ่ายเพื่อให้งานสภาฯเดินหน้าไปได้ หรือ การมอบหมายให้รัฐมนตรีหรือรองนายกฯเป็นผู้ตอบกระทู้ถามสดแทนการตอบด้วยตัว เองหลายครั้งท่ามกลางข้อสงสัยว่าเป็นการมอบหมายให้บุคคลอื่นชี้แจงแทนมาก เกินความจำเป็นหรือไม่ ส่งผลให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับตำแหน่งดาวดับไปโดยปริยาย


9.คู่กัดแห่งปี: อรรถพร พลบุตร vs จตุพร พรหมพันธุ์
การประชุมสภาฯมีหลายครั้งที่เกิดวิวาทะระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่าง กรรมต่างวาระและต่างคู่กรณี แต่การฟาดฟันระหว่างนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องยกให้เป็นมวยคู่เอกทุกครั้งไป เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่ทั้ง2คนนี้เชือดเฉือนคำพูดกันได้เป็นชนวนก่อให้ เกิดเหตุประท้วงกันแบบบานปลายระหว่างส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งส่วนใหญ่ประเด็นที่ทั้ง2คน มักจะโต้คารมกัน คือ การพาดพิงถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


10.คนดีศรีสภา: งดการเสนอชื่อบุคคล
สำหรับตำแหน่งคนดีศรีสภาสื่อมวลชนประจำรัฐสภามีความเห็นร่วมกันยังไม่มี บุคคลที่เหมาะสมกับการได้รับตำแหน่งดังกล่าว ถึงแม้จะมีส.ส.และส.ว.หลายคนแสดงบทบาทการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยแก้ไขปัญหา ให้กับประชาชนโดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม หรือ การแสดงออกผ่านการร่วมประชุมรัฐสภาในวาระต่างๆ แต่ทว่ายังไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างเห็น ได้ชัด สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงความเห็นร่วมกันของดการมอบตำแหน่งคนศรีสภาประจำ ปี2554ออกไป


11.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) : หล่อดีเลย์
ด้วยบทบาทการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯหลังจากแพ้การเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯอีกสมัยไม่ สำเร็จ แม้จะพยายามทำหน้าที่ชี้แนะตรวจสอบรัฐบาลถึงปัญหาน้ำท่วม นโยบายด้านต่างๆ รวมถึงการเสนอทางออกเพื่อความปรองดอง แต่ไม่สามารถวิจารณ์ได้เต็มปาก เนื่องจากถูกย้อนศรจากส.ส.พรรคเพื่อไทยในสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ไม่ว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมก่อนหน้านี้ หรือ การเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ในตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯที่เป็นประโยชน์หลายเรื่อง จึงถูกวิจารณ์ว่าเหตุใดไม่แก้ปัญหาอย่างที่ได้พูดเอาไว้ตั้งแต่เป็นนายกฯ กลายเป็นที่มาของ“หล่อดีเลย์”  

ที่มา  thanonline



8.12.11

แกนโลกสลับขั้ว...เริ่มวิกฤติ "น้ำท่วมโลก"

ช่วงนี้สมาชิกผู้เชื่อมั่นคำพยากรณ์ "วันน้ำท่วมโลก 2012" ต่างอยู่กันไม่เป็นสุข เพราะต้องช่วยกันเฝ้าจับตาดูเหตุการณ์พายุน้ำฝน น้ำป่า น้ำทะเล ไหลท่วมทะลักเข้าประเทศไทยทุกสารทิศ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สอดคล้องกับคำวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญอย่าง นายวีระ วงศ์แสงนาค ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทานประเมินว่า น้ำท่วมไทยปี 2554 ถือว่าเลวร้ายสุด และทำลายสถิติอุทกภัยที่เคยบันทึกมาทั้งหมด !!


 "ปกติแล้วกรมชลประทานจะใช้ตัวเลขปริมาณน้ำเมื่อปี 2538 และปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมมากสุดเป็นมาตรฐานวัดสถิติน้ำท่วม โดยระดับน้ำสูงสุดจากระดับน้ำทะเลปานกลางของปี 2538 บริเวณ จ.ปทุมธานี อยู่ที่ 3.17 เมตร แต่ปี 2554 สูงถึง 3.21 เมตร ส่วนระดับน้ำที่ จ.นนทบุรี ปี 2538 สูงที่ 2.33 เมตร แต่ปีนี้พุ่งสูงสุดที่ 2.56 เมตร..." นายวีระ ยกตัวอย่าง


จนถึงวันนี้...ยังไม่มีใครวิเคราะห์ได้ว่า น้ำจะท่วมเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเท่าไร !?!
       
หลายคนไม่เชื่อว่าคำพยากรณ์น้ำท่วมโลกจะเป็นเรื่องจริง อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ยังแปลกใจเมื่อเห็นสถิติพายุมรสุมในแต่ละปีมี จำนวนมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางคนเชื่อว่าเกิดจากภาวะภูมิอากาศแปรปรวน หรือ ภาวะโลกร้อน แต่หลายคนเชื่อว่ามหันตภัยน้ำท่วมปีนี้ คือ จุดเริ่มต้นของน้ำท่วมโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 
        
กลุ่มผู้เชื่อใน "วันน้ำท่วมโลก" อ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ว่า 1.ธารน้ำแข็งบริเวณหมู่เกาะกรีนแลนด์ ซึ่งตั้งในมหาสมุทรอาร์กติกทางเหนือกำลังละลาย ด้วยพื้นที่กว่า 2.2 ล้าน ตร.กม. มีน้ำแข็งกว่า 19 ร้อยล้านตัน น้ำแข็งกำลังละลายเป็นน้ำวันละ 1 ล้านตัน โดยจะไหลลงมาสะสมจนทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในปี 2012 ขณะที่คำทำนายจากกลุ่มนักวิจัยอวกาศอ้างว่า องค์การนาซา หรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์คำนวณได้ว่า "วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2012 แกนโลกจะพลิกกลับขั้ว" หมายถึง ขั้วโลกเหนือจะพลิกมาอยู่ขั้วโลกใต้ ช่วงเวลานั้นโลกจะไม่มีพลังสนามแม่เหล็กออกมาป้องกันรังสีต่างๆ ทำให้พลังความร้อนสูง หรือ "เปลวสุริยะ" (solar flare) จากดวงอาทิตย์พุ่งตรงมายังโลก ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายฉับพลัน เกิดหายนะน้ำท่วมทั่วโลก





สำหรับนักวิทยาศาสตร์ไทยกลุ่มที่ไม่ปักใจเชื่อเรื่องน้ำท่วมโลกนั้น พวกเขาวิเคราะห์ว่า น้ำท่วมประเทศไทยหนักขึ้นทุกปี เพราะแผ่นดินทรุดตัวและมีการสร้างตึกสูงหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ขวางทางน้ำ ไหล "ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผอ.ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ข้อมูลว่า จากงานวิจัยเรื่อง "ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวจากผลพวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อ กรุงเทพฯ และปริมณฑล" พบว่า ปกติพื้นที่กรุงเทพฯ รับปริมาณน้ำฝนไหลผ่านได้ไม่เกิน 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ปี 2554 มีน้ำไหลผ่าน 4,700 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้น้ำท่วมหนัก
        
สาเหตุหลักเกิดจาก 1.พื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยหายไปปีละประมาณ 10 เมตร และพื้นดินเป็นดินอ่อนมีการทรุดตัวอยู่ตลอดเวลา อีก 40 ปีข้างหน้าจะทรุดต่ำลงไปอีกประมาณ 30 ซม.ทำให้น้ำท่วมง่าย และ 2. ผลจากภาวะโลกร้อนเมื่อน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นการระบายน้ำจึงไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ตามแนวชายฝั่งมักจะมีการสร้างตึกสูงหรือสิ่งก่อสร้าง ขวางทางน้ำไหล ทำให้ไม่มีช่องทางระบายน้ำออก




"องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (โออีซีดี)ใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์น้ำท่วมในอนาคต มีผลยืนยันได้ว่าอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า คือ พ.ศ. 2563 จะเกิดน้ำท่วม 9 เมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย หนึ่งในนั้นมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย คือ 1.เมืองโกลกาตา
2.เมืองมุมไบ อินเดีย
3.เมืองดักกา บังกลาเทศ
4.มณฑลกวางสี จีน
5.เมืองเซี่ยงไฮ้ จีน
6.นครโฮจิมินห์ เวียดนาม
7.เมืองไฮฟอง เวียดนาม
8.เมืองย่างกุ้ง พม่า และ
9.กรุงเทพมหานคร

ตอนแรกคาดกันว่าน้ำจะเริ่มท่วมประมาณปี 2560 2561 2562 แต่ไม่รู้ว่า 2554 คือจุดเริ่มต้นหรือเปล่า วิธีแก้คือต้องปล่อยให้น้ำไหลไปตามทางธรรมชาติ อย่าสร้างสิ่งกีดขวาง" ดร.เสรีกล่าวแนะนำทิ้งท้าย

        

 "สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา" อดีตนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ให้สัมภาษณ์ว่า น้ำท่วมไทยปีนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะมีการเตือนภัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากระหว่างที่แกนโลกเคลื่อนตัวพลิกกลับขั้วจากเหนือไปใต้นั้น ส่งผลให้พลังสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลง แกนโลกเอียงจาก 23.5 องศาเป็น 24.5 องศา ภาวะแปรปรวนของจักรวาลทำให้โลกร้อนระอุอย่างรวดเร็ว น้ำแข็งจากทั่วโลกละลายเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะเกิดพายุลมมรสุมและภัยธรรมชาติด้านต่างๆ

 "เปรียบเทียบได้กับไฟฟ้าลัดวงจร ปกติไฟฟ้าจะวิ่งจากสูงลงต่ำ แต่พลิกกลับด้านเป็นวิ่งจากต่ำขึ้นสูง ภัยพิบัติธรรมชาติจะมีทั้ง ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ สังเกตไหมว่าช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานข่าวเรื่องดินถล่ม โคลนถล่ม ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก จากนั้นก็เกิดคลื่นยักษ์สึนามิและน้ำท่วมในประเทศต่างๆ ต่อไปจะเกิดภัยธรรมชาติที่เกี่ยวกับลม เช่น พายุลมที่ปกติความเร็ว 40 กม.ต่อชม. จะเพิ่มเป็น 450 กม.ต่อชม. จากนั้นจะเกิดเป็นไฟป่าทั่วไป หน้าร้อนจะร้อนมากขึ้น" อ.สุมิตร กล่าววิเคราะห์


ที่มา--Sp-Report/oknation.net



2.11.11

นายทักษิณ ชินวัตร ติดทำเนียบ 5 อันดับผู้นำเลวที่สุดในโลก! จากข่าววอชิงตันโพสต์

 

     กระฉ่อนโลก แม้ว เลวติดท็อปไฟว์ วอชิงชัตโพสต์โดย Joshua E.Keating แฉพฤติกรรมผู้นำ 5 ประเทศ ที่เป็น "ตัวอย่างที่เลว" ใช้อำนาจในทางมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน เผยทักษิณได้หนังสือเดินทางแบบผิดกฎหมาย พร้อมโยงเสื้อแดงม็อบติดอาวุธ

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2011 เว็บไซต์ www.foreignpolicy.com ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้เผยแพร่บทความชื่อ "ตัวอย่างที่เลว" เขียนโดย Joshua E.Keating มีเนื้อหาสรุปพฤติกรรมของผู้นำจาก 5 ประเทศ ที่เป็นตัวอย่างไม่ดีในการบริหารประเทศ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อยู่ในอันดับที่ 5

       เนื้อหาใน เว็บไซต์นี้ยังตีพิมพ์อยู่ในนิตยสารชื่อ foreignpolicy ซึ่งนอกจากจะพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษแล้ว ยังพิมพ์เป็นภาษา อาระบิค บุลกาเรีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น โปรตุเกส เกาหลี และสเปน ด้วย โดยนิตยสารฉบับดังกล่าวเคยได้รับรางวัล WINNER OF THE NATIONAL MAGAZINE AWARD FOR GENERAL EXCELLENT ในปี 2003 ,2007 และ 2009 รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ในปี 2005 และ 2006 ด้วย ขณะที่เว็บไซต์ www.foreignpolicy.com ก็เคยได้รับรางวัลชนะเลิศมาแล้วเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในนักเขียนของนิตยสาร foreignpolicy ยังเคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ด้วย โดยนิตยสาร foreignpolicy เป็นที่นิยมอ่านในหมู่ผู้นำที่ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจและการเมืองมากกว่า 160 ประเทศ

       สำหรับคำแปลจากเวบไซต์มีสาระสำคัญดังนี้

       "อดีต ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่อุทิศชีวิตเพื่อสร้างความ แตกต่างที่ดีให้กับโลก หรืออย่างน้อยก็ลดบทบาทหายไป นี่คือห้าอดีตผู้นำที่ไม่ได้ทำทั้งสองอย่าง...

       อันดับที่ 5.ทักษิณ ชินวัตร

       อาชีพเก่า : นายกรัฐมนตรีไทย ปี 2001-2006

       ภาพลักษณ์ใหม่ : นับตั้งแต่ถูกออกจากตำแหน่งในการรัฐประหารเมื่อปี2006 ท่ามกลางคำกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบและการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ทักษิณใช้ชีวิตอยู่ด้วยการเดินทางไปมา อดีตนักธุรกิจมหาเศรษฐีพันล้านได้ทำหน้าที่เป็น "ทูตพิเศษ " ให้กับนิคารากัว และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา และเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ

       มีรายงานว่าทักษิณอาศัยอยู่ในเยอรมนีโดยใช้ชื่อปลอมเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี และใช้หนังสือเดินทางที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายจากประเทศต่างๆ ขณะนี้ทักษิณอาศัยอยู่ที่ดูไบ

       ในปีนี้ผู้สนับสนุนทักษิณ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เสื้อแดง” ได้ครอบครองพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และบุกตึกสถานที่ราชการทั่วประเทศ เพื่อพยายามบังคับรัฐบาลให้ลงจากตำแหน่ง ประมาณ 90 คนถูกฆ่าเสียชีวิตในการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงที่มักจะติดอาวุธและ ตำรวจ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงหยุดยิง ศาลไทยได้พิจารณาข้อหาทักษิณ กรณีบทบาทของเขาในการปลุกระดมการประท้วง โดยทักษิณ ไม่ได้มาปรากฏตัวต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี

       แม้ว่าทักษิณจะ ให้เสียงสนับสนุนเสื้อแดง -- เขาเคยโทรศัพท์ เข้ามายังที่ชุมนุมประท้วงครั้งหนึ่ง และสัญญาที่จะ "ทำให้คนไทยทุกคนรวย" ถ้าผู้สนับสนุนของเขาสามารถได้รับอำนาจทางการเมืองกลับคืนมา -- แต่เขาปฏิเสธว่า ไม่ได้ให้เงินสนับสนุนความพยายามของกลุ่มผู้ชุมนุม ทักษิณยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทุจริตเพิ่มเติมตั้งแต่ได้หลบหนีไป อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง

       ตั้งแต่เสื้อแดงพ่ายแพ้ ทักษิณได้ลดการปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ และลดกิจกรรมทางการเมือง เมื่อเดือนสิงหาคม ทักษิณได้ยอมสละตำแหน่งในรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศลง

       ส่วน 4 คนที่เหลือมีดังนี้ อันดับ 
       1.นาย GERHARD SCHRODER

       อาชีพเก่า : นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ปี 1998-2005

       ภาพ ลักษณ์ใหม่ : ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี Schroder สนับสนุนรัสเซียมาโดยตลอด โดยปฏิเสธการวิพากษ์วิจารณ์สิทธิมนุษยชนในรัสเซีย และกล่าวถึง Vladimir Putin ประธานาธิบดีรัสเซียในขณะนั้นว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ไม่มีที่ติ แต่สาธารณชนเยอรมันยังคงตกใจกับการกระทำสุดท้ายของเขา

       ไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง Schroder ช่วยจัดหาเงินกู้จำนวน 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Gazprom ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ผูกขาดธุรกิจน้ำมันของรัสเซีย และDmitry Medvedev ประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบันเคยเป็นผู้บริหารในอดีต

       เมื่อลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี Schroder ได้รับตำแหน่งประธานโครงการท่อก๊าซ Nord Stream ของ Gazprom ซึ่งเป็นโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก และจะทำให้เยอรมนีต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติของรัสเซียมากขึ้น โดยโครงการดังกล่าวได้รับการตกลงขณะที่ Schroder ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

       การกระทำของ Schroder กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองที่สำคัญในประเทศเยอรมนี โดยประชาชนต่างสงสัยในเหตุผลที่ทำให้ Schroder กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งที่จะเจรจาความตกลงโครงการท่อก๊าซดังกล่าวตั้งแต่ แรก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ Schroder บอกกับหนังสือพิมพ์ภาษาเยอรมันฉบับหนึ่งว่า "ผมไม่เห็นว่าผมได้ทำอะไรผิด" และศาลได้บังคับใช้คำสั่งปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้ Westerwelle Guido นักการเมืองคู่ต่อสู้ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สามารถวิพากษ์วิจารณ์ Schroder ได้

       เมื่อเร็วๆนี้ Schroder ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของบริษัทย่อยในรัสเซีย TNK-BP ของบริษัท BP ซึ่งกำลังประสบปัญหา โดยเจ้าของฝ่ายชาวอังกฤษได้กล่าวหาว่า รัฐบาลรัสเซียพยายามที่จะก่อกวนเพื่อให้ออกจากประเทศ Schroder ยังคงทำตามแนวทางของรัสเซียด้านประเด็นนโยบายต่างประเทศ โดยปกป้องความน่าเชื่อถือด้านความเป็นประชาธิปไตยของ Putin และวิพากษ์วิจารณ์การรับรองความเป็นเอกราชของโคโซโว

       2.นาย JOSE MARIA AZNAR

       อาชีพเก่า : นายกรัฐมนตรีสเปน ปี 1996-2004

       ภาพลักษณ์ใหม่ : ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งชาวสเปนไม่ลงคะแนนเลือก Aznar ภายหลังจากที่รัฐบาลของเขาพยายามที่จะโทษ ETA ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาว Basque กรณีการระเบิดรถไฟที่กรุงมาดริดเมื่อปี 2004 ในขณะที่ความจริงเป็นการกระทำของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่หวังจะลงโทษสเปน สำหรับการสนับสนุนสงครามอิรัก ตั้งแต่นั้นมา Aznar ซึ่งปัจจุบันบริหารสถาบันวิชาการและเป็นคณะกรรมการบริษัท News Corp ของ Rupert Murdoch ได้สร้างความแตกต่างให้กับตนเองโดยการใช้คำพูดแบบสุดโต่งของเขา

       Aznar ได้ร่วมกับประธานาธิบดี Vaclav Klaus ของสาธารณรัฐเช็ก ในการเรียกภาวะโลกร้อนว่าเป็น “ศาสนาใหม่” และเรียกนักสิ่งแวดล้อมว่าเป็น “ผู้ถือธงของความเชื่อว่าจะเกิดโลกาวินาศจากโลกร้อน …ผู้แสวงหาเพื่อจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลโดยอ้างเหตุผลอันสูงส่ง…เช่นเดียวกับ ที่พวกคอมมิวนิสต์ได้กระทำ” (ไม่ต้องคำนึงว่าภายใต้รัฐบาลของ Azhar สเปนได้ลงนามในพิธีสารเกียวโตเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน)

       Aznar ยังได้แนะให้ชาวมุสลิมขออภัยสำหรับการครอบครองสเปนในยุคกลาง และได้เรียกความพยายามในการหารือระหว่างศาสนา / ความเชื่อว่าเป็นเรื่องโง่เง่า อีกทั้งยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันของสหรัฐฯ ว่าเป็น "ความแปลกครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ และความหายนะทางเศรษฐกิจที่คาดหมายได้”

       Aznar ยังโจมตีการรณรงค์ของรัฐบาลสเปนเพื่อต่อต้านการขับรถขณะมึนเมา -- โดยในขณะรับรางวัลจากสมาคมผู้ผลิตไวน์ นาย Aznar กล่าวว่า "ให้ผมตัดสินใจให้กับตัวเอง นี่เป็นเรื่องของเสรีภาพ ใครขอให้คุณมาขับรถให้ผม ปล่อยให้ผมดื่มไวน์ในความสงบ ผมไม่ได้ทำให้ใครต้องอยู่บนความเสี่ยง”

       เมื่อเร็ว ๆ นี้ Aznar ได้เริ่มการรณรงค์เพื่อระดมการสนับสนุนระหว่างประเทศสำหรับอิสราเอล แต่อิสราเอลอาจจะต้องการพิจารณาว่า Aznar จะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับอิสราเอลได้จริงหรือไม่

       3.OBASANJO OLESEGUN

       อาชีพเดิม : ประธานาธิบดีไนจีเรีย ปี 1999-2007

       ภาพลักษณ์ใหม่ : ผู้ที่ครั้งหนึ่งได้รับการชื่นชมว่าช่วยเหลือให้ประเทศของเขาเปลี่ยนแปลงจาก เผด็จการทหาร มาเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแม้จะมีความวุ่นวายและรุนแรงบ้าง เมื่อไม่นานนี้ชื่อเสียงของ Obasanjo ต้องแปดเปื้อนจากการสอบสวนเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง ขณะนั้น Obasanjo ไม่เคยมีความเต็มใจที่จะลงจากตำแหน่งอย่างแท้จริง เขาพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไนจีเรีย เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่สาม และเมื่อล้มเหลว เขาได้แต่งตั้ง Umaru Yar’Adua มาดำรงตำแหน่งแทนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าถูก ครอบงำ
       ชาวไนจีเรียจำนวนมากสงสัยว่า การเลือก Yar’Adua มาดำรงตำแหน่งแทน เป็นเพราะเขาถูกมองว่าอ่อนแอ และสามารถถูกครอบงำได้โดยง่ายโดยผู้ที่ภักดีต่อ Obasanjo ในรัฐบาลของเขา (อย่างไรก็ตามอิทธิพลทางการเมืองของ Obasanjo ได้ลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่เพิ่งผ่านมา)

       นอกจากการถูกโจมตีจากการเปิดเผยใหม่ๆ เรื่องคอร์รัปชันในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งรวมถึงสินบนนับร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท Halliburton ของสหรัฐฯ แล้ว Obasanjo ยังกลายเป็นผู้พัวพันในเรื่องอื้อฉาวส่วนตัวที่ยุ่งเหยิง เมื่อลูกชายของเขาได้ฟ้องศาลว่า Obasanjo มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลูกสะใภ้ของตนเอง

       เมื่อเร็วๆนี้ ผู้อาศัยในเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของไนจีเรียนับพันได้ประท้วงแผนการทำลาย บ้านเรือนของตนภายหลังจากที่ Obasanjo ได้เข้ามาครอบครองที่ดิน Iyabo ลูกสาวของ Obasanjo ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกของไนจีเรีย ต้องได้รับความอับอายเมื่อถูกบังคับให้ต้องยอมรับว่าได้ถอนเงินหลายพัน ดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ เพื่อจ่ายค่าการเดินทางไปประเทศกานา

       Obasanjo ยังคงมีบทบาทอย่างสูงในการเมืองระหว่างประเทศ โดยทำหน้าที่ผู้แทนสหประชาชาติในการเจรจาสันติภาพในสาธารณรัฐประชาธิปไตย คองโก แต่แนวความคิดแบบดั้งเดิมของเขาในบางครั้งได้ทำความอับอายให้แก่สหประชาชาติ ในงานของสหประชาชาติงานหนึ่งในปีนี้ ซึ่งอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ Kofi Annan เข้าร่วมด้วย Obasanjo กล่าวถึงพวกรักร่วมเพศว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และปฏิเสธสิทธิส่วนบุคคลในเรื่องส่วนตัว โดยกล่าวด้วยว่า “คุณอยากจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับม้าหรือ”

       และ 4.JOSEPH ESTRADA

       อาชีพเดิม : ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปี 1998-2001

       ภาพลักษณ์ใหม่ : ดาราภาพยนตร์แอ็คชั่นที่ผันตัวเองมาเป็นประธานาธิบดี Joseph Estrada ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งไปในปี 2001 ภายหลังดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงครึ่งวาระ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องคอรัปชั่น Estrada ยอมรับด้วยว่าตนมีลูกนอกสมรสจำนวนหลายคน และมีรายงานว่า Estrada ตัดสินใจทางนโยบายเรื่องสำคัญๆ ด้วยความช่วยเหลือของ “คณะรัฐมนตรีเที่ยงคืน” จากเพื่อนๆ เก่าในวงเหล้า Estrada ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ฉ้อโกง” ในปี 2007 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับอภัยโทษหลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ โดย Gloria Macapagal Arroyo ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ภายใต้ข้อตกลงว่าห้าม Estrada กลับเข้ามาสู่การเมืองอีกต่อไป
       แต่ Estrada ก็ไม่ได้ทำตามสัญญา และลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2010 โดย Estrada กล่าวกับ New York Times ว่า “เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และพิสูจน์ให้ผู้ที่ขับไล่ผมทราบว่าเขาเป็นฝ่ายผิด” แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความวุ่นวายทางกฎหมายครั้งใหม่ และเดือนแห่งสิ่งท้าทายในประเด็นที่ว่าเขามีความสิทธิที่จะลงสมัครรับเลือก ตั้งเป็นประธานาธิบดีหรือไม่ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว Estrada ชนะคดีในที่สุด แต่ก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับ Benigno “Noynoy” Aquino ลูกชายอดีตประธานาธิบดี Corazon Aquino

       ปัจจุบันเอสตราดากำลังเตรียมตัวต่อสู้กับคดีในสหรัฐอเมริกา กรณีที่บุตรสาวของนักประชาสัมพันธ์ชาวฟิลิปปินส์ผู้หนึ่งอ้างว่า Estrada มีส่วนพัวพันในการฆาตกรรมพ่อของเธอ ในปี 2001 Estrada กล่าวติดตลกกับ Philippine Daily Inquirer ในเรื่องนี้ว่า “เป็นเรื่องเหลวไหล เขาจะได้อะไรจากผม ผมจะไปเอาเงินที่ไหนมา”

       Estrada ยังคงได้รับความนิยมในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ผู้ยากไร้ และคงยังมีอิทธิพลต่อการเมืองผ่านการควบคุมพรรคการเมืองของเขา แต่ประเทศชาติคงจะดีกว่านี้ถ้าแอ็คชั่นฮีโรผู้นี้กลับไปให้ความสนใจกับ งานภาพยนต์ของเขา.

ที่มา manageronline...http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000142506.

ข้อมูลเพิ่มเติม link ที่มา : http://www.foreignpolicy.com/articles/2010/10/01/bad_exes?page=0%2C4
Bad Exes - By Joshua E. Keating
www.foreignpolicy.com
*** หมายเหตุ บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาทำให้สังคมแตกแยกนะจ๊ะ แค่แสดงให้รู้ว่ามีข่าวที่จัดอันดับนักการเมืองที่เลวทั่วโลก 5 อันดับและทักษิณติดอันดับ 5 ของโลก เอามาแบ่งกันอ่านขำๆอย่าคิดมาก ***