26.10.11

รวมเบอร์โทรศัพท์-สายด่วน แจ้งปัญหาน้ำท่วม



          เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนจำนวนมาก และแม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังแล้ว ทว่าอาจยังไม่ทั่วถึงในพื้นที่บางจุด หรืออาจเกิดปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะมีคนบาดเจ็บ-เสียชีวิต, ติดอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถออกมาได้, ขาดแคลนน้ำ-อาหาร, ต้องการแจ้งตัดไฟในพื้นที่, หรือตรวจสอบเส้นทางการเดินทางในพื้นที่น้ำท่วม ฯลฯ

          ด้วยปัญหานานับประการที่กล่าวมานั้นทาง ทีมงานกระปุกดอทคอม จึงขอรวบรวมเบอร์โทรศัพท์สำคัญและจำเป็นในยามสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้ทุกท่านสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ดังต่อไปนี้

 สายด่วนน้ำท่วม

          - สำนักนายกรัฐมนตรี โทร.1111

          - ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) สายด่วนรับแจ้ง-เตือนภัย ตลอด 24 ชั่วโมง โทร.1111 กด 5

          - ศูนย์น้ำท่วม กทม. สอบถาม ขอความช่วยเหลือ (24 ชั่วโมง) โทร.1555 หรือ 0-2248-5115

          - สายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โทร.1784

          - สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน บริการแพทย์ฉุกเฉิน และนำส่งโรงพยาบาล ฟรี โทร.1669

          - ศูนย์ความปลอดภัยคมนาคม โทร.1356

          - สายด่วนกรมทางหลวง โทร.1586

          - ตำรวจทางหลวง  สอบถามเส้นทางน้ำท่วม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โทร.1193

          - ศูนย์ความปลอดภัย กรมทางหลวงชนบท โทร.1146

          - สายด่วน บขส. สอบถามเส้นทางเดินรถต่างจังหวัด โทร.1490

          - สายด่วนกรมชลประทาน เช็คปริมาณน้ำขึ้น โทร.1460 หรือ 0-2669-2560

          - ศูนย์บริหารงานอุบัติภัย สำนักบริหารบำรุงทาง โทร.0-2354-6551

          - สำนักงานประชาสัมพันธ์ โทร.0-2354-6530, 0-2354-6668-76 ต่อ 2014, 2031

          - สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอความช่วยเหลือน้ำท่วม โทร.1102

          - ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร.1129

          - การไฟฟ้านครหลวง โทร.1130

          - กรมสุขภาพจิต โทร.1323 

          - การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.1690

          - ท่าอากาศยานไทย โทร. 0-2535-1111 

          - ขอความช่วยเหลือ-พื้นที่น้ำท่วมกับไทยพีบีเอส โทร.0-2790-2111 หรือ sms มาที่ 4268822

          - ศูนย์ประสานและติดตามสถานการณ์น้ำ โทร.0-2243-6956

          - กรมการแพทย์ แจ้ง รพ.ทุกแห่ง ที่ประสบภัยน้ำท่วมหากจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วย โทร.0-2206-2952, 0-2206-2920, 0-2644-7000 ต่อ 4444

          - กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ประสบภัยส่ง SMS ขอความช่วยเหลือร้องทุกข์ได้ที่ 4567892 ฟรีทุกเครือข่าย

          - ผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม กทม. ปริมณฑลและภาคกลาง ติดต่อ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 1 โทร.02-281-5443

          - สอบถามสถานการณ์น้ำ สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี (ตลอด 24 ชั่วโมง) โทร.0-2583-4102

          - ผู้ประสบภัยทางภาคใต้ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทัพภาคที่ 4 โทร 0-7538-3405, 0-7538-3253

          - ศูนย์อพยพ กทม.ฝั่งตะวันออก เขตมีนบุรี สอบถาม โทร.087-9803681 คุณเฉลิมศรี / เขตหนองจอก โทร.081-6485557 คุณดำรง (ต่อ)

          - สายด่วนแจ้งจับสัตว์พลัดหลง-จระเข้ ทั่วประเทศ โทร.1362 ตลอด 24 ชม.


  จ.นนทบุรี

          - เทศบาลบางบัวทอง โทร.0-2571-2777, 0-2571-7679

          - เทศบาลนครปากเกร็ด โทร.0-2583-7788

          - ศูนย์ป้องกันและช่วยเหลือฯ เทศบาลนนทบุรี 02-5890489 (24 ชม.) 081-555-3019 081-484-3850


  จ.ปทุมธานี

          - ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 1 ปทุมธานี โทร.081-701-4858, 081-825-1343

          - เทศบาลเมืองปทุมธานี โทร.0-2581-7119-21

          - เทศบาลนครรังสิต โทร.0-2567-5999,0-2567-4945,0-2567-4946


  จ.สมุทรปราการ

          - เทศบาลเมืองสมุทรปราการ โทร.0-2382-6040-2


  จ.พระนครศรีอยุธยา

          - หน่วยกู้ภัยสว่างเมตตา รับแจ้งเหตุ-ช่วยเหลือชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ อ.มหาราช โทร. 081-669-9272

          - ศูนย์ประสานงานภัยพิบัติ จ.พระนครศรีอยุธยา โทร.0-3533-55210

          - เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา โทร.0-3525-2168 

          - เทศบาลเมืองอโยธยา โทร.0-3588-1571-3

          - อบจ.พระนครศรีอยุธยา โทร.0-3579-6447

          - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.พระนครศรีอยุธยา โทร.0-3524-1612


  จ.เชียงใหม่

          - ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ พร้อมช่วยเหลือประชาชน โทร.053-202609

          - ศูนย์เฉพาะกิจป้องกันสัตว์อันตราย สวนสัตว์เชียงใหม่ แจ้งจับ โทร.053-222-479 ( 24 ชั่วโมง)

          - ศูนย์อุทกวิทยาที่1จังหวัดเชียงใหม่ โทร.053-248925, 053-262683

  จ.น่าน

          - ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยของกองทัพไทยที่ ต.แงง อ.ปัว จ.น่าน โทร.054-792433

          - ศูนย์อํานวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ปี 2554 จ.น่าน ณ ศาลากลางจังหวัด โทร.054-710-232

  จ.สุราษฎร์ธานี

          - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร.0-7727-2132

          - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอเกาะสมุย โทร.0-7742-0995

          - สภาองค์กรชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย สุราษฏร์ธานี" ผู้ประสานงาน นายศุภวัฒน์ กล่อมวิเศษ โทร.082-814-9381,นายประวีณ จุลภักดี โทร. 081-397-7442


  จ.นครศรีธรรมราช

          - เทศบาลนครนครศรีธรรมราช รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง โทร.199, 0-7534-8118, 0-7534-2880-3 

          - ศูนย์อำนวยการป้องกันสาธารณภัย รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 0-7535-8440-4

          - รพ.เทศบาลนครนครศรีฯ รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง โทร.0-7535-6438 หรือ 0-7535-6014

          - มูลนิธิประชาร่วมใจ นครศรีฯ พร้อมกู้ภัย โทร.0-7534-5599

          - ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม บริเวณอาคารกิจกรรมนักศึกษา ม.วลัยลักษณ์ โทร.0-7567-4013 ต่อ 4013

          - มูลนิธิมหากุศลใต้เต็กเซี่ยงตึ๊ง โทร.0-7534-3602, ความถี่ 168.775MHz. ความถี่ 245 MHz. ช่อง 35 ตลอด 24 ชั่วโมง

          - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร.0-7535-6044

          - โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โทร.0-7534-0250

          - คปภ.นครศรีธรรมราช - ศูนย์รับแจ้งเหตุผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้านการประกันภัย โทร.0-7534-7322, 081-1748941

          - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอท่าศาลา โทร.0-7552-1180

          - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสิชล 0-7577-1666, 0-7577-1592

  ทางหลวงจังหวัด: สอบถามเส้นทาง

          - ทางหลวงจังหวัดพิจิตร โทร.056-697-016

          - ทางหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร.035-241-092

          - ทางหลวงจังหวัดพิษณุโลก โทร.055-302-626

          - ทางหลวงจังหวัดสิงห์บุรี โทร.036-532-523

          - ทางหลวงจังหวัดลำปาง โทร.054-228-246

          - ทางหลวงจังหวัดลพบุรี โทร.036-411-602

          - ทางหลวงจังหวัดเชียงใหม่ โทร.053-228-246

          - ทางหลวงจังหวัดชัยนาท โทร.056-411-649

          - ทางหลวงจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร.055-411-005

          - ทางหลวงจังหวัดอุทัยธานี โทร.056-524-542

          - ทางหลวงจังหวัดนครสวรรค์ โทร.056-221-286

          - ทางหลวงจังหวัดปราจีนบุรี โทร.037-211-098

 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นนทบุรี โทร. 0-2591-2471

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ปทุมธานี โทร.0-2581-7119-21

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ลพบุรี โทร.0-3641-4480-1, 0-3641-1936

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พระนครศรีอยุธยา โทร.0-3533-5798, 0-3533-5803

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครนายก โทร.0-3738-6209, 0-3738-6484

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สุพรรณบุรี โทร.0-3553-6066-71

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สระบุรี โทร.0-3621-2238

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สิงห์บุรี โทร.0-3652-0041

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  จ.อ่างทอง โทร.0-3564-0022

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พิษณุโลก โทร.0-5523-0537-8 , 0-5523-0394

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครสวรรค์ โทร.0-5625-6015

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พิจิตร โทร.0-5661-5932

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สุโขทัย โทร.0-5561-2415

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ชัยนาท โทร.0-5641-2083

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.อุตรดิตถ์ โทร.0-5544-4132

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำปาง โทร.0-5426-5072-4

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ โทร.0-5321-2626

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำพูน โทร.0-5356-2963

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ตาก โทร.0-5551-5975

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.อุบลราชธานี โทร.0-4531-2692,             0-4531-3003      

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เลย โทร.0-4286-1579, 0-4296-1581      

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.น่าน โทร.054-741061

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สุราษฎร์ธานี (ตลอด 24 ชั่วโมง) โทร.0-7727-5550-1

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กระบี่ (ตลอด 24 ชั่วโมง) โทร.0-7561-2639,0-7561-2649  หรือ
0-7561-2735      

          - ศูนย์อำนวยการป้องกันสาธารณภัย จ.ชุมพร (ตลอด 24 ชั่วโมง) โทร.0-77 50-2257 หรือ 0-7750-3230       

          - ศูนย์อำนวยการป้องกันสาธารณภัย จ.พัทลุง (ตลอด 24 ชั่วโมง) โทร.0-7462-0300 และ  0-7461-1652      

          - สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สงขลา โทร.0-7431-6380-2 โทรสาร  0-7431-6382  

 credit---- ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


ความรู้เรื่องคลองฉบับน้ำท่วมกรุงกับ ประภัสสร เสวิกุล



ความรู้เรื่องคลองฉบับน้ำท่วมกรุงเทพฯ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
         บางท่านอาจจะไม่เคยทราบว่า แต่เดิมนั้นกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน กับฝั่งธนบุรี เป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีตนั้นไหลคดเคี้ยว ถ้าจะพูดให้เห็นภาพอย่างชัดเจนก็คือ ไหลมาจากทางเหนือผ่าน จ.นนทบุรี มาถึงบริเวณที่เป็นสะพานพระปิ่นเกล้าแล้วไหลไปทางตะวันตกเข้าคลองบางกอกน้อย อ้อมไปตลิ่งชัน บางระมาด แล้วจึงวกกลับมาเข้าคลองบางหลวง จากนั้นจึงไหลไปออกทะเลที่อ่าวไทย จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช จึงโปรดให้ขุดคลองลัดบางกอกขึ้นเพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา จากหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อย ถึงหน้าวัดอรุณราชวราราม ในปัจจุบัน เพื่อร่นเวลาการเดินทางระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทางเดิน และเซาะตลิ่งสองข้างจนกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนเส้นทางเดิมก็ค่อยๆ ตื้นเขิน กลายเป็นลำคลองต่างๆ ได้แก่ คลองบางกอกน้อย คลองชักพระ คลองบางขุนศรี คลองบางเชือกหนัง คลองวัดประดู่ และคลองบางกอกใหญ่



              ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในระยะแรกการขุดคลองเป็นไปเพื่อสร้างแนวป้องกันพระนคร นอกเหนือจากคลองคูเมืองเดิม (คลองผดุงกรุงเกษม) ซึ่งมีมาแต่สมัยกรุงธนบุรี ก็มี คลองรอบกรุง (คลองบางลำพู และคลองโอ่งอ่าง) คลองหลอด ส่วนคลองมหานาคนั้นขุดขึ้นเพื่อฟื้นฟูประเพณีและจิตใจชาวเมืองซึ่งยังมีความ อาลัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองแสนแสบจากหัวหมากไปบางขนาก จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารแก่กองทัพไทยในการทำสงครามกับเวียดนาม หลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ข้าวกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย จึงมีการขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกและการขนส่งข้าว

              ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองเปรมประชากรขึ้น เมื่อ พ.ศ.2413 ตั้งต้นจากคลองผดุงกรุงเกษม หน้าวัดโสมนัสวิหาร ไปออกที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อความสะดวกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับพระนครศรีอยุธยา และขยายพื้นที่เพาะปลูก ต่อมาในปี พ.ศ.2433-2448 โปรดให้บริษัท ขุดคูคลองและนาสยาม จำกัด ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ในภาคกลางให้เป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ โครงการนี้มีพื้นที่ประมาณ 8 แสน-1.5 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นครนายก พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี อันนับเป็นการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรของไทย และทำให้พื้นที่ในโครงการเป็นแหล่งผลิตข้าวประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของทั่วประเทศ ในชั้นแรกคลองนี้มีชื่อเรียกว่าคลองเจ้าสาย ตามพระนามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ซึ่งทรงเป็นหุ้นส่วนในบริษัท หรือคลองแปดวา ตามความกว้างของคลอง ต่อมาได้พระราชทานนามว่าคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งเป็นนัดดาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์

              ทางฝั่งธนบุรี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ขุดคลองภาษีเจริญในบริเวณคลองบางกอกใหญ่และคลองบางขุนศรีมาบรรจบกัน ไปเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีนที่ดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร ความยาว 28 กิโลเมตร โดยโปรดให้พระยาภาษีสมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศลยบุตร) เจ้าภาษีฝิ่นเป็นแม่กองขุด ใช้เงินพระราชทานจากภาษีฝิ่น จำนวน 112,000 บาท และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดคลอง เมื่อปี พ.ศ.2415 สำหรับคลองมหาสวัสดิ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นก่อน เมื่อปี พ.ศ.2402 เพื่อเชื่อมแม่น้ำนครชัยศรีกับแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับเป็นเส้นทางในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ มีความยาว 28 กิโลเมตร

              ส่วนคลองทวีวัฒนา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นใน พ.ศ.2421 เป็นคลองแรกในรัชกาลเพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน เริ่มต้นจากคลองภาษีเจริญตรงรอยต่อระหว่างบางแคกับหนองแขมไปลงแม่น้ำท่าจีน ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ความยาว 35.2 กิโลเมตร

              คลองในกรุงเทพฯ ที่ขุดขึ้นโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการเกษตร การคมนาคม หรือการศึกสงคราม ก็คือคลองประปา โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.2446 ให้นำน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาผลิตเป็นน้ำสะอาด โดยโปรดให้ขุดคลองประปา จากวัดสำแล จ.ปทุมธานี  มายังโรงกรองน้ำสามเสน แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2457

credit--komchadluek.net


17.10.11

ฟังกูรูนักอุตุนิยมวิทยาต่างประเทศวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย



เดวิด แชลเลนเจอร์ แห่งซีเอ็นเอ็น ได้สัมภาษณ์แบรนดอน มิลเลอร์

นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายประเทศแถบเอเชีย ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ทั้งนี้ มีบทสนทนาหลายตอนที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย มติชนออนไลน์ จึงขออนุญาตนำบางส่วนของคำถาม-คำตอบเหล่านั้นมาถ่ายทอดต่อดังนี้

ปี 2011 เป็นปีปกติ หรือว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีความรุนแรงมากกว่าที่เคยเป็นมากันแน่?

ฤดูกาลของพายุเขตร้อนทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกในปีค.ศ.2011 ถือว่าเป็นปกติ ไม่ได้มีความรุนแรงสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เราต้องเผชิญหน้ากับพายุที่เกิดติดต่อกัน 2-3 ลูก ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุแผ่นดินถล่มในประเทศฟิลิปปินส์และฝนตกหนักในส่วนอื่นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคม แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญจริงๆ ของสถานการณ์ดังกล่าวกลับไม่ใช่ลมมรสุม หากเป็นลักษณะการเคลื่อนตัวของพายุอันเกิดจากความกดอากาศสูงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ส่งผลให้เศษส่วนที่หลงเหลืออยู่ของพายุเหล่านั้นสามารถเคลื่อนตัวเข้าไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในระยะไกลมากยิ่งขึ้นกระทั่งเป็นการขยายขอบเขตของร่องมรสุม จนประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม มีอัตราฝนตกมากกว่าปริมาณโดยเฉลี่ย เช่น ปริมาณฝนของพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยประจำปีนี้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ตั้งแต่ 15 ไปจนถึง 25%

บางพื้นที่ในทวีปเอเชียถูกบันทึกว่ามีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป เช่น ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในปีนี้ต้องรับฝนมากกว่าปกติถึง 58% ทำไมลมมรสุมจึงก่อให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงกว่าธรรมดาในปี 2011?

ลมมรสุมบางชนิดก็มีกำลังแรงกว่าลมมรสุมลูกอื่นๆ ซึ่งเรื่องดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ปริมาณฝนจากลมมรสุมในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีจำนวนมากขึ้นเพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบอากาศต่างๆ ในเขตร้อนกับร่องมรสุม นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลที่ซับซ้อนกว่านั้น คือ ร่องมรสุมอาจมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพอากาศในระบบใหญ่และภูมิอากาศที่เต็มไปด้วยความแปรปรวนอื่นๆ เช่น ปรากฏการณ์ เอลนิโญ หรือ ลานีญา ยิ่งกว่านั้น อุณหภูมิของพื้นผิวทะเลซึ่งสูงหรือต่ำกว่าปกติ ก็สามารถนำไปสู่ความผันแปรของปริมาณฝนจากลมมรสุมได้เช่นกัน นักวิทยาศาสตร์จึงต้องศึกษาว่า องค์ประกอบเหล่านี้ได้ทำงานร่วมกันอย่างไร จนก่อให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันขึ้นมา

ทั้งนี้ ลมมรสุมอาจมีกำลังแรงในพื้นที่หนึ่ง แต่กลับอ่อนกำลังลงในอีกพื้นที่ ดังเช่นสถานการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งร่องมรสุมมีกำลังแรงมากบริเวณภาคกลางของประเทศไทย แต่ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ กลับมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป

จากสภาพทั่วไป ลมมรสุมฤดูร้อนของทวีปเอเชียได้เปลี่ยนแปลงไปสู่การมีพลังทำลายล้างมากกว่าปกติ หรือว่ายังดำเนินไปตามวงจรของมัน?

ผมเชื่อว่านี่เป็นแค่วงจรปกติของลมมรสุม ซึ่งอย่างที่พูดไปข้างต้นว่า วงจรดังกล่าวขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของมันกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อประชากรและตัวเมืองได้เติบโตขยับขยายเคียงคู่ไปกับแม่น้ำสายสำคัญๆ อันส่งผลให้พวกเขาได้รับผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงหน้ามรสุม

ทวีปเอเชียจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากปริมาณฝนที่สูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยปกติ?

การวางผังเมืองและกลยุทธป้องกันน้ำท่วมที่ดีกว่านี้ น่าจะเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่จำเป็นต้องทำ น้ำท่วมจากลมมรสุมนั้นเกิดขึ้นอยู่เสมอ และน้ำจากแม่น้ำก็เอ่อนองเข้าท่วมพื้นที่ชายตลิ่งอยู่เป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนยังคงสร้างอาคารต่างๆ อยู่บนพื้นที่เปราะบางเหล่านั้น หายนภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบ่อยครั้งขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน





ข่าวหนุ่มเเพร่เอดส์....


สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ตำรวจอังกฤษได้จับกุมหนุ่มอังกฤษวัย 38 ปี ข้อหาแพร่เชื้อเอดส์ให้สาวนับร้อย ทั้งผู้หญิงเที่ยวกลางคืนและโสเภณี เชื่อติดเชื้อมาจากไทยเมื่อ 5 ปีก่อน
หนุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์คนนี้ ชื่อนายไซมอน แม็คเคลียว วัย 38 ปีจากเมืองมิดเดิ้ลบรู ได้ตระเวนแพร่เชื้อเอดส์ให้กับหญิงสาวทั่วราชอาณาจักรโดยเจตนา รวมแล้วเป็นจำนวนนับร้อยคน หลังจากตรวจพบว่า ตัวเองติดเชื้อเอดส์เมื่อปี 2006
และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แต่แม็คเคลียว กลับทำในสิ่งที่สวนทางกับคำแนะนำนั้น เมื่อเขาได้ตระเวนท่องราตรีและมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวมากหน้าหลายตา แถมยังไม่ป้องกันอีก ทำให้หญิงสาวหลายรายได้รับเชื้อเอดส์ไปตาม ๆ กัน
กระทั่งในที่สุด เรื่องทั้งหมดก็มาแดงขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคู่นอนของเขาคนหนึ่ง ได้ตรวจพบเชื้อเอดส์หลังจากหลับนอนและตั้งครรภ์กับเขา จึงเข้าแจ้งตำรวจในปี 2009 เพื่อดำเนินคดีเพราะเชื่อว่าเขาเจตนาแพร่เชื้อ และอาจจะยังคงตระเวนมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวคนอื่น ๆ ไปทั่ว
ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามจับกุมหนุ่มผู้แพร่เชื้อรายนี้ทันที ซึ่งจากการสอบสวนเจ้าตัวก็ยอมรับสารภาพว่า เขาเจตนาแพร่เชื้อเอดส์ให้กับหญิงสาวจริง หลังจากเขามักจะเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงก่อนปี 2005 และมีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการหลายคน โดยป้องกันบ้างไม่ป้องกันบ้าง
ก่อนจะกลับมาบ้านเกิดและตรวจพบเชื้อเอดส์ในที่สุด จึงเชื่อว่าตัวเองได้รับเชื้อมาจากประเทศไทยอย่างแน่นอน นอกจากนี้หลังจากที่ติดเชื้อ เขาก็ยังเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วย ซึ่งทางตำรวจเชื่อว่าอาจมีหญิงสาวขายบริการที่นั่นได้รับเชื้อจากเขาไปเช่น กัน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ศาลได้สั่งจำคุกหนุ่มผู้แพร่เชื้อนี้เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนแล้ว ฐานเจตนาแพร่เชื้อเอดส์อันนำมาซึ่งความบาดเจ็บสาหัสของบุคคล
ขณะที่ทางฝ่ายสืบสวนคดีได้ประกาศหาหญิงสาวที่เคยเป็นคู่นอนของหนุ่มราย นี้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อพิจารณาเพิ่มโทษ พร้อมแนะนำให้หญิงสาวทุกคนที่เคยหลับนอนกับหนุ่มรายนี้ได้เข้าตรวจเลือดด้วย
แม้ว่าจะมีการตัดสินโทษจำคุกเบื้องต้นไปแล้ว แต่หญิงสาวคู่นอนของเขาที่แจ้งความกับตำรวจ ได้เปิดเผยว่า แม้ว่าจะเป็นโชคดีที่ลูกของเธออันเกิดจากเซ็กซ์ที่ไม่ป้องกันกับเขาจะไม่ได้ รับเชื้อ แต่ศาลพิจารณาตัดสินโทษเบาไป แม็คเคลียวติดคุกเพียง 2 ปี 8 เดือนเท่านั้น แต่เธอผู้ได้รับเชื้อไปเต็ม ๆ นั้นเหมือนกับตกนรกและถูกจองจำไปทั้งชีวิตเลยทีเดียว

ข่าวโดย : ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

แล้วถ้าหลังจากที่มัีนหลุดมานี่จะทำยังไงต่อไปอ่ะ




บทความน่าอ่าน

 

ด้วยกาล-เทศะ"อย่าปลุกระดม" - เปลว สีเงิน

อืมมมม...เราจะคุยกันตรงไหนก่อนล่ะ เพราะกองทัพน้ำไหลบ่าไปทางไหน ก็แหลกราบไปทางนั้นเกือบทุกแห่ง ไล่จากนครสวรรค์ลงมาถึงอยุธยา-ปทุม ธานี ทั้งเมือง ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน "จมไปหมด" อย่าไปตำหนิรัฐบาลเลยครับ ทุกคนทำเต็มที่และดีที่สุดแล้ว แต่...ที่ดีที่สุด มันก็ได้อย่างที่เห็น-อย่างที่เป็น "เมืองบาดาล" นั่นแหละ!

ถ้าใครเครียดนักก็เปิดโทรทัศน์ช่อง ๑๑ แช่ไว้ เพราะเขาจะมี "โฆษกจำอวด" ของรัฐบาล หรือศปภ.เวียนกันออกมาพูด มาแถลง มายอวาทีนายกฯ สลับด้วยนักการเมืองมานั่งพูดถึงความสำเร็จในสงครามปราบน้ำท่วมของรัฐบาลต่างๆ นานา


ก็ว่ากันไป เป็นธรรมดาครับ เหมือนสุนัขตกน้ำ ถ้าไม่สลัดขนเอง แล้วใครจะสลัดให้มัน นี่ก็ทำนองนั้น ด้วยหวงอำนาจ แล้วกุมสภาพบริหาร-จัดการปัญหาอย่างที่เห็น-อย่างที่เป็นจะรอให้ใครที่ไหนเขามาชมล่ะ?

แต่ขออย่างได้ไหม ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หรือนางอะไรผมจำชื่อไม่ได้ซักที รัฐมนตรีคุมสื่อน่ะ ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคได้โฆษณาสรรพคุณพรรค-สรรพคุณรัฐบาลก็น่าจะพอแล้ว ไม่ควรขยิบตา หรือแกล้งไม่รู้ ปล่อยให้ "วิทยุชุมชน" เครือข่าย นปช.ตอกลิ่มทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนไทยและของบ้านเมืองทุกเมื่อเชื่อวัน

จะยกย่อง-เชิดชูทักษิณเป็นเทพเจ้าเหนือประเทศไทยอย่างไร ก็ว่ากันไป แต่ที่ควรต้องห้าม-ต้องปรามกันไว้บ้างตรงที่ จะช่วยไม่ให้ชาวบ้านบ่น-โทษ-ตำหนิรัฐบาลจากวิกฤติน้ำ ด้วยการบิดเบือนข่าวสาร-ข้อมูล โดยผูกเรื่อง-แต่งประเด็น

แล้วแจกบทให้บรรดาสมุนนำไปเผยแพร่ตามมวลชนด้วยช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะทางวิทยุชุมชนที่ปล่อยจนเป็นเหมือนวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ไปแล้ว เผลอๆ จะเหนือกรมประชาฯ ด้วยซ้ำ

การออกอากาศบิดเบือนใส่ไคล้ หรือการทำเป็นชาวบ้านโทรศัพท์เข้ามา พูดทำนอง...ได้ยินเขาว่า ที่เขื่อนเก็บน้ำไว้จนล้น แล้วปล่อยออกมาทีเดียวมากๆ พร้อมๆ กันจนท่วม นั่นเป็นแผนของ.....บ้าง ทหารกั๊ก ไม่ยอมออกมาช่วยจริงๆ จังๆ บ้าง

อะไรทำนองนี้ รัฐบาลปล่อยได้อย่างไร ไม่มีสิทธิ์อ้าง ไม่รู้..ไม่เห็น..ไม่ได้ยิน มันเป็นหน้าที่ต้องดูแลโดยตรง และนับแต่เพื่อไทยชนะเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาล วิทยุชุมชนแต่ก่อนที่คลื่นส่งไม่สูงนัก ทุกวันนี้กลับเสียงดัง ฟังชัด หรือมีนโยบายให้เป็น "กรม นปช.สัมพันธ์" ของรัฐบาล?

แล้วระบาดไปทุกจังหวัดนะ วิทยุชุมชนบิดเบือนข่าวให้คนเสื้อแดงด้วยกันหลงเชื่อ สร้างบรรยากาศให้ชาวบ้านคล้อยตาม เพื่อให้เกลียดชังสถาบัน อย่างที่เรียกว่า "ล้างสมองชาวบ้าน" ให้เชื่อว่าประเทศนี้ ต้องทักษิณเท่านั้น

แถมยังจ้างให้ "ทนายต่างชาติ" เข้ามามีอำนาจเหนืออธิปไตยประเท
ศ ดังที่เห็นขณะนี้!?

ก็ปล่อยให้พูดกันทั้งวัน-ทั้งคืน ทั้งในกรุงเทพฯ และทุกตำบล-อำเภอ-จังหวัด ระดับรัฐบาลเป็นใบ้ ระดับท้องถิ่นก็พลอยหูหนวก-ตาบอดตามกันไปหมด!

นี่...ก็ฝากเรื่องนี้ให้ "สุมศีรษะ" คนเป็นนายกฯ ไว้อีกเรื่อง ไม่ใช่อะไรหรอก ผมเข้าห้องน้ำชอบเปิดวิทยุ ตะก่อนวิทยุแดงจะดังแบบคลื่นแทรก แต่เดี๋ยวนี้ วิทยุทหาร-วิทยุกรมประชาฯ ต้องชิดซ้าย ดังแบบคลื่นแทรกวิทยุเสื้อแดงไปแล้ว

ผมฟังแล้วทุเรศ คือตอนนี้ก็เห็นกันอยู่ ชาวบ้านทุกคน ไม่มีพวกเขา หากแต่เป็นพวกเรา "คนไทยด้วยกัน" ทั้งนั้น เมื่อมีทุกข์ก็ไม่รั้งรอปันสุขไ
ปเคล้าทุกข์ ช่วยเหลือกันสุดใจขาดดิ้น

แต่รัฐมนตรีคุมสื่อกลับปล่อยให้วิทยุเสื้อแดง อันเป็นสื่อในเครือข่ายรัฐบาลนั่นแหละ เจาะไชประเทศเรื่อยไป ออกข่าวใส่ไคล้-บิดเบือน ในเรื่องที่ไม่สามารถนำมาพูดตรงนี้ได้ ทำนองตอกลิ่ม-ปลุกระดมให้เชื่อ ด้วยเกรงพวกเสื้อแดงจะกลับใจ-เลิกแดง
ด้วย "รู้แจ้ง-เห็นจริง" ในความรักบริสุทธิ์ของคนไทยด้วยกัน!

มาคุยกันถึงสถานการณ์น้ำวันนี้บ้าง นี่...บ่ายวาน (๑๖ ต.ค.) ได้ยิน ศปภ.เขาประกาศทางโทรทัศน์ด้วยน้ำเสียงค่อนข้างลิงโลดว่า "น้ำก้อนใหญ่จากนครสวรรค์ผ่านกรุงเทพฯ ลงทะเลไปแล้ว" ทำนองจะบอกชาวบ้านว่า

"น้ำไม่ท่วมตัวกรุงเทพฯ แล้ว"!

ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น "น้ำไม่ท่วม" กับ "น้ำยังไม่ท่วม" ฟังเผินๆ จะเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนนะ ที่ไม่ท่วมน่ะ เพราะกองทัพน้ำหลังจากเหยียบราบจมบาดาลเรื่อยมาเป็นจังหวัดๆ แล้ว ตอนนี้กำลังโรมรันพันตูอยู่กับแนวต้านทานชานกรุงด้านตะวันออกแถวๆ คลองรังสิต ปทุมธานี

ที่ว่า "น้ำก้อนใหญ่ลงทะเลหมดแล้ว" นั้น ยังหรอกครับ ได้แปรจากทัพก้อนใหญ่ ไปเป็นก้อนเล็ก-ก้อนน้อย กระจายตามพื้นราบกำซาบอาบเอิบ หวังหาช่องซอนซอกแทรกซึมเข้า "กทม.ชั้นนอก-ชั้นใน" ให้ได้

นิคมอุตสาหกรรม ๔-๕ แห่ง นั่นคือบทพิสูจน์ฝีมือ ศปภ. และขณะนี้ยุทธการชิง "นิคมอุตสาหกรรมนวนคร" ระหว่างน้ำก้อนใหญ่ กับกองกำลังต้านรับที่เปลี่ยนจากบัญชาการ ศปภ. มาเป็นภายใต้บัญชาการของทหาร

วัดกันละครับ ใครดี-ใครได้ ถ้าน้ำเหนือกว่า ตีนวนครแตก กทม.คงต้องเสียเมืองบางส่วนให้กองทัพน้ำก้อนใหญ่ กระทั้งที่ตั้ง ศปภ.เองก็เหอะ คงต้องรับสภาพ "กองบัญชาการใหญ่ฝ่ายรัฐบาลแตก"

แต่ถ้ากองกำลังภายใต้บัญชาการทหารต้านอยู่ คงพอมีเวลาตั้งหลักถอนหายใจไปจนถึงปลายเดือน นี่ตามตารางน้ำขึ้น-น้ำลง แต่ตามตารางของผม ปลายเดือนตุลาไม่น่ากลัวเท่าปลายเดือนพฤศจิกา!?

ด้วยความจำเป็นทางบริหาร-จัดการในภาวะวิกฤติ รัฐบาลคงต้องมอบภาระให้ทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์เต็มตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างตัวอย่างที่เห็น ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน มึงกั้น-กูรื้อ, มึงเปิด-กูปิด

ด้วยอำนาจ ศปภ.ใครก็ควบคุมและสั่งใครไม่ได้ สภาพหดหู่ทางสังคมที่มีให้เห็นคือ "ฉิบหายให้เหมือนกันหมด สะใจ-สบายดี" จึงปรากฏให้รันทด และละอาย ความแห้งของเพื่อนบ้าน คือภาพทรมานจิตใจของคนอีกฝ่ายหนึ่ง นี่แหละสภาพ "สังคมไทย" ยุคแดงทั้งแผ่นดิน เพื่อทักษิณคนเดียว!

เอาละครับ...วันนี้ผมมีของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากคนที่หลายท่านชะเง้อคอย คือบทคุยจาก "อาจารย์กรหริศ บัวสรวง" ต้องขออภัยที่ตัดทอนบางส่วนออกไปด้วยเนื้อที่จำกัด และอีกอย่างเอาไว้ให้ท่านได้พูดคุยเองวันนั้น ดังนี้ครับ

ผมหายไปจากหน้า ๕ ของคุณเปลวนานพอสมควร ในขณะที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับภัยพิบัติก่อนกำหนดในมหาชลาลัยอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และกรุงเทพฯ ก็หนีไม่พ้นที่จะจมน้ำ ตามกำหนดควรจะเกิดจริงแล้วจะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ นับไปถึงอนาคตเป็นระยะเวลานานถึง ๕ ปี โดยจะมีเภทภัยอย่างน้อย ๕ ประการ

ผมขอบคุณผู้ที่ติดตามงานเขียน งานพูดทางโทรทัศน์และวิทยุที่เรตติงแรงมาก แต่ผมคงออกอากาศได้เพียงวันอังคารเท่านั้น และคอลัมน์คุณเปลวที่ให้กำลังใจว่าผมทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ แม้การแก้ดวงเมืองครั้งนี้จะต้องกระทบต่อผู้อื่นหรือใช้งบประมาณสูงมาก ในการพึ่งพาอาศัยใบบุญของของมหาพุทธานุภาพที่ไม่มีไสยศาสตร์เจือปน

วันนี้คงไม่เอาเนื้อที่ของคุณเปลวมาก นัก แต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ผมไปที่ไทยโพสต์แน่นอน อาจไปถึงช้าเพราะสอนที่สมาคมฯ เสร็จเวลาเที่ยง และหากคุณเปลวอนุญาต หลังจากฟังธรรมะจากท่าน ว.วชิรเมธี แล้ว ผมจะบรรยายร่ายเรื่องราวเล่าสู่กันฟังสดๆ อย่างกันเองว่าด้วยสถานการณ์บ้านเมืองตามหลักของศาสตร์หลายแขนงที่ผมมีอยู่อย่างถึงพริกถึงขิงตามสไตล์ของผมสักครึ่งชั่วโมง และจะเปิดเผยสิ่งที่คนกว่าค่อนประเทศไม่รู้

ก็คงมีสาระและเอ็นจอยกันพอควร เพื่อตอบแทนท่านที่มาทำบุญกับผมเพราะอ่านไทยโพสต์ ในฐานะเป็นประธานชมรมปวงชนข้าแผ่นดิน ซึ่งยื่นเรื่องจัดตั้งเป็นสมาคมไว้แล้ว ในวันนั้นผมจะนำหนังสือ “สถานการณ์ภัยพิบัติของโลก” เขียนโดย ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และผม เพื่อให้ท่านได้บริจาคทำบุญเป็นปัจจัยในการเททองหล่อพระพุทธรูป "องค์แรก" องค์เดียวในบวรพระพุทธศาสนา มีศิลปะทรงเครื่องงดงามดังที่เห็นในภาพ (หากนำลงได้)

เมื่อมาอาศัยหน้าของคุณเปลวแล้ว ท่านผู้อ่านที่เชื่อถือผมคงต้องการรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ “ผู้นำ”ก็โปรดสดับดังนี้

๑.ตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน เวลา ๑๒.๓๕ น.ถึง ๑๗ ธันวาคม เวลา ๐๑.๑๖ น.ผู้นำคนนี้แหละจะถูกสังคมพิพากษาจากพฤติกรรมในอดีต ทำให้อับอายขายหน้า เสื่อมเสียชื่อเสียง (ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอยู่แล้ว)และอาจเกี่ยวพันไปถึงข้อกฎหมายที่ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งก็อาจเป็นไปได้

๒.คนในตระกูลในครอบครัวจะเจอกับบทลงโทษจากกฎแห่งกรรม

๓.เศรษฐกิจจะพังพินาศ

๔.ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกรจะลุกฮือกันอย่างพร้อมเพรียงกัน

๕.ทหารเตรียมพร้อมไม่ระย่อห่อเหี่ยวเหมือนเดือนกันยายน-ตุลาคม ดาวอังคารซึ่งเป็นดาวประจำดวงเมืองจะเป็นดาวยงยศตั้งแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ทำมุมทแยงรูปปลายศร ๑๕๐ องศา ส่งกระแสสัมพันธ์ไปยังพระราหูที่อยู่ในเรือนของดาวอังคาร เป็นมุมหักข้อพับ ๙๐ องศา

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออังคารและพระราหูจรยังส่งแรงดันไปยังดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเดิมของดวงเมืองด้วยมุมทแยงเช่นกัน ในขณะที่ดาวเสาร์กำลังแสดงฤทธิ์เดชเป็น “พระเสาร์เขย่าโลก” ให้โศกศัลย์จาบัลย์บรรลัยในปีแห่งพญานาค หรือนาคราช ที่จะเริ่มต้นเป็นปีมะโรงในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ คงจะเห็นภาพบ้างแล้วว่ารัฐบาลและนักการเมืองจะอยู่ได้ไม่นาน

และเรื่องของชาวไทยโพสต์ในวันที่ ๒๑ ตุลาคม เป็นวันที่มีรหัส ๘ ที่หมายถึง ความคิดในแนวทางแห่งปรัชญา (Philosophic though) เป็นวันที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ อันแรงกล้าต่อศาสนา การศึกษาพิสูจน์ความเร้นลับ เลข ๘ ในทางโหราศาสตร์สากล คือดาวเสาร์ ซึ่งเรียกขานว่า The Planet of Fate ที่นำมาซึ่งอุดมการณ์และประสบการณ์ บังเกิดเป็นความสำเร็จที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคจนได้รับโชคชัยเป็นรางวัลแห่งชัยชนะจนเป็นสื่อสิ่งพิมพ์มีคุณค่าเหนือกว่าใคร

แล้วพบกันครับ ด้วยความขอบคุณต่อผู้ที่มีกุศลกรรมร่วมกัน

-กรหริศ บัวสรวง-

ก็ยินดีครับ แต่ยังไม่ทราบเลยว่า ศุกร์ที่ ๒๑ ตุลานี้ ฟ้าดินจะเมตตาประทานน้ำมาคลองเตยด้วยหรือไม่ แต่ถึงยังไงอาจารย์กรหริศกับผม มากันแค่ ๒ คน ก็ฉลอง ๑๕ ปี ไทยโพสต์กัน ๒ คน มิเห็นจะเป็นไร..นิ.

http://www.thaipost.net/news/171011/46709